ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา และความจริงเรื่องตับอักเสบเฉียบพลัน

เมื่อลูกรักมีอาการไข้สูง ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว สิ่งที่พ่อมักนึกถึงเป็นอันดับแรกคือโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็กทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กเล็กในวัยเรียนและทารกที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่สร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับคุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้คือกระแสความกังวลว่า ลูกเป็นไข้หวัดใหญ่ เสี่ยงตับอักเสบเฉียบพลันจริงหรือ

ในทางการแพทย์และฐานข้อมูลกุมารเวชศาสตร์ยืนยันว่า ภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แม้จะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับอาการทางปอดหรือระบบทางเดินหายใจส่วนปลาย แต่มีความรุนแรงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจไม่ได้ก่อโรคแค่ที่ปอดเท่านั้น แต่สามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ได้ทั่วร่างกาย รวมถึงตับ หัวใจ และกล้ามเนื้อ การทำความเข้าใจกลไกการเกิดโรค อาการเตือน และแนวทางการดูแลที่ถูกต้องจึงเป็นกุศโลบายสำคัญในการปกป้องชีวิตลูกน้อย

ทำความเข้าใจสาเหตุและกลไก ทำไมไข้หวัดใหญ่จึงส่งผลต่อตับ

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักคือเอ (Type A) และบี (Type B) เชื้อไวรัสเหล่านี้ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกและลำปาก จะแพร่กระจายและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบและเกิดกระบวนการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Inflammatory Response)

กลไกที่ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันในเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ เกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้

  • การทำลายโดยตรงจากไวรัส (Direct Viral Cytotoxicity): เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจเดินทางผ่านกระแสเลือดและเข้าสู่เซลล์ตับ (Hepatocytes) โดยตรง ทำให้เซลล์ตับเกิดความเสียหายและตายได้
  • ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงเกินไป (Immune-mediated Injury): ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามกำจัดเชื้อไวรัสด้วยการหลั่งสารสื่ออักเสบจำนวนมาก ซึ่งสารเหล่านี้อาจย้อนกลับมาทำลายเนื้อเยื่อตับของตนเอง
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาบางชนิด: การใช้ยาแก้ปวดลดไข้บางประเภทติดต่อกันเป็นเวลานานเกินขนาด หรือการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมในเด็ก อาจทำให้ตับต้องทำงานหนักในการเผาผลาญจนเกิดภาวะตับอักเสบจากยาได้เช่นกัน

อาการและลำดับพัฒนาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่มักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) อย่างเห็นได้ชัด โดยทั่วไปโรคนี้จะมีพัฒนาการผ่านระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะเริ่มแรก (Early Stage)

เด็กจะมีไข้สูงลอย 38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียสอย่างฉับพลัน ร่วมกับอาการหนาวสั่น หน้าแดง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย เด็กโตอาจบ่นว่าปวดเมื่อยตัว ส่วนเด็กเล็กอาจร้องกวนงอแงมากกว่าปกติเนื่องจากความไม่สบายตัว

ระยะอาการเด่นชัด (Acute Stage)

ในช่วงวันที่สองถึงวันที่สี่ อาการไข้สูงยังคงอยู่ ร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำใสไหล มีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และปวดท้อง ซึ่งหากอาการปวดท้องมีความรุนแรงร่วมกับมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนทางตับ

ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage)

หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายในห้าถึงเจ็ดวัน แต่ออาการอ่อนเพลียและอาการไออาจยังคงหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพาหาหมอทันที

พ่อแม่ควรสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดง (Red Flags) ควรรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวัน:

  • ไข้สูงเกินสามวันหรือไข้กลับมาสูงซ้ำ: ไข้ที่ไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้ตามขนาด หรือไข้ที่ลดลงไปแล้วแต่กลับสูงขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง
  • ซึมลงอย่างผิดปกติ: เด็กไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ปลุกตื่นยาก สายตาเหม่อลอย หรือตอบสนองช้าลง
  • หายใจหอบเหนื่อยหรือหายใจลำบาก: หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน เวลาหายใจมีหน้าอกบุ๋มหรือท้องบุ๋ม หรือมีเสียงฮืดๆ
  • อาการแสดงของภาวะตับอักเสบ: ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนสีชาหรือโค้ก เจ็บชายโครงขวาเบื้องบน
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกเลยนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
  • อาการชัก: มีอาการชักเกร็ง กระตุก หรือหมดสติจากไข้สูง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ร่วมกับอาการซึมและอาเจียนบ่อย ห้ามรอเด็ดขาด ควรรีบนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะตับวายเฉียบพลันหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆ ที่ต้องได้รับการดูแลจากกุมารแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับอย่างเร่งด่วน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและการทำงานของอวัยวะภายใน โดยขั้นตอนหลักประกอบด้วย:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่มีอาการ ประวัติการได้รับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และตรวจฟังเสียงปอด ช่องท้อง รวมถึงการคลำตับเพื่อดูขนาดและความเจ็บปวด
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Rapid Test): โดยใช้ก้านสำลีป้ายเนื้อเยื่อหลังโพรงจมูก เพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอหรือบี
  • การตรวจเลือดเชิงลึก (Blood Tests): หากสงสัยว่ามีภาวะตับอักเสบ แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) เช่น ค่าเอนไซม์ตับ AST และ ALT ค่าบิลิรูบิน และการทำงานของไต รวมถึงตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: เอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ หรืออัลตร้าซาวด์ช่องท้องในกรณีที่จำเป็นเพื่อดูสภาพเนื้อตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และภาวะแทรกซ้อนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากเป็นอาการไม่รุนแรง แพทย์จะให้รักษาตามอาการที่บ้าน แต่หากมีภาวะตับอักเสบร่วมด้วยหรือมีอาการรุนแรง จำเป็นต้องรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น
  • การให้น้ำเกลือแร่และสารน้ำ: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมในปริมาณที่บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ร่างกายขับของเสีย
  • อาหารที่เหมาะสม: ควรให้อาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารมันหรืออาหารย่อยยากในช่วงที่มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร
คำแนะนำจากคุณหมอ: การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้เท่านั้น และห้ามให้ยาซ้ำถี่เกินกำหนดเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ตับต้องรับภาระหนักในการขับยา

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้หวัดใหญ่

ความเข้าใจผิดในการดูแลเด็กป่วยอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สิ่งที่พ่อแม่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษมีดังนี้:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่หรือสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัสมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Rye's Syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อสมองและตับ ส่วนไอบูโพรเฟนอาจเพิ่มภาระการทำงานของตับและไต รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ทานเอง: โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาโรค และยังเป็นการสร้างเชื้อดื้อยาโดยไม่จำเป็น
  • ห้ามปล่อยให้เด็กขาดน้ำ: การขาดน้ำจะทำให้เลือดไปเลี้ยงตับและอวัยวะสำคัญลดลง ส่งผลให้อาการตับอักเสบรุนแรงขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางตับ สามารถทำได้ผ่านแนวทางที่มีประสิทธิภาพดังนี้:

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี: เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ฉีดในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดปีละ 1 เข็ม เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาดในแต่ละปี ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนลงได้อย่างมาก
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็ก ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ
  • การดูแลสุขภาพพื้นฐาน: ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงตามธรรมชาติ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

โรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กแม้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน การสังเกตอาการเตือนอย่างใกล้ชิด การให้การดูแลเบื้องต้นที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ และการรีบพามาพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกรักปลอดภัยและหายจากโรคได้อย่างรวดเร็ว พ่อแม่จึงควรใส่ใจในทุกรายละเอียดและไม่ควรละเลยอาการผิดปกติดังกล่าว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down