ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรอยดำบนใบหน้าหลังการหายของโรคงูสวัด

โรคงูสวัด (Shingles) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีุกสุกอีใส เมื่อเราเคยเป็นอีสุกอีใสในวัยเด็ก เชื้อไวรัสนี้จะหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกของร่างกาย และเมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออายุที่เพิ่มขึ้น เชื้อจะตื่นตัวและเดินทางตามเส้นประสาทออกมาแสดงอาการเป็นผื่นตุ่มใสบนผิวหนัง บริเวณใบหน้าถือเป็นจุดที่อันตรายและสร้างความกังวลใจเป็นอย่างมากให้กับผู้ป่วย เนื่องจากผิวหน้ามีความบอบบางและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ รวมถึงความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

หลังจากที่ตุ่มน้ำใสของงูสวัดแห้งและตกสะเก็ดจนหลุดลอกออกไป ผิวหนังบริเวณนั้นมักจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นรอยดำที่เรียกว่ารอยดำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentation) คำถามที่ผู้ป่วยมักสงสัยและต้องการคำตอบมากที่สุดคือ หน้าเป็นรอยดำจากงูสวัดนานแค่ไหนถึงจะหายเอง ซึ่งในทางการแพทย์ รอยดำเหล่านี้สามารถจางหายไปได้เองตามกระบวนการผลัดเซลล์ผิวธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาค่อนข้างนาน โดยทั่วไปอาจใช้เวลาตั้งแต่สามเดือนไปจนถึงหนึ่งปี หรือในบางรายที่มีการอักเสบของผิวหนังชั้นลึก อาจใช้เวลานานกว่านั้นมากกว่าหนึ่งปีขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลรักษาของแต่ละบุคคล

กลไกการเกิดรอยดำบนใบหน้าจากโรคงูสวัดและความรุนแรง

การที่ผิวหน้าเกิดรอยดำหลังจากเป็นงูสวัดนั้น เกิดจากการที่กระบวนการอักเสบรุนแรงของโรคไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อปกป้องผิวหนังที่กำลังได้รับความเสียหายจากการติดเชื้อไวรัสที่ปลายประสาท เมื่อกระบวนการอักเสบสิ้นสุดลง เม็ดสีส่วนเกินเหล่านี้จะยังคงหลงเหลืออยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นรอยคล้ำสีน้ำตาลหรือสีดำตามแนวเส้นประสาทที่เกิดโรค

ความรุนแรงของรอยดำบนใบหน้ามักจะแปรผันตรงกับความรุนแรงของผื่นงูสวัดในระยะแรก หากผู้ป่วยมีตุ่มน้ำใสขนาดใหญ่ มีการอักเสบมาก หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจากการแกะเกา รอยดำที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งเข้มและกินบริเวณกว้างขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอายุของผู้ป่วยก็มีผลเช่นกัน ผู้สูงอายุจะมีวงจรการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง ทำให้รอยดำจางลงได้ยากและใช้เวลานานกว่าในวัยหนุ่มสาว

คำแนะนำจากคุณหมอ: การปล่อยให้รอยดำจางหายไปเองตามธรรมชาติต้องอาศัยความอดทนสูงมาก ผู้ป่วยไม่ควรพยายามขัดผิวหน้าอย่างรุนแรงหรือใช้ผลิตภัณฑ์ลอกผิวหน้าที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง เพราะอาจทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองและอักเสบซ้ำซ้อน ซึ่งจะยิ่งทำให้รอยดำเข้มขึ้นและหายช้าลงไปอีก

สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

แม้ว่ารอยดำบนใบหน้าจะเป็นปัญหาความงามที่สร้างความเครียด แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยและญาติจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ของโรคงูสวัดที่ลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและดวงตา ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ต้องเดินทางไปพบแพทย์เฉพาะทางทันที ห้ามรอดูอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนถาวรที่อันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการวิกฤตที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

  • ผื่นงูสวัดลุกลามใกล้ดวงตาหรือที่ปลายจมูก: หากมีตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณหน้าผาก เปลือกตา ปลายจมูก หรือดวงตา แสดงว่าเชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่เส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า (Trigeminal Nerve) ซึ่งเลี้ยงบริเวณดวงตา อาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ แผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน หรืออาจถึงขั้นตาบอดได้
  • อาการทางระบบประสาทที่รุนแรง: มีอาการปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึมลง สับสน หรือมีอาการชัก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าการติดเชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่เยื่อหุ้มสมองหรือเนื้อสมอง (Encephalitis)
  • อาการอัมพาตของใบหน้าซีกเดียว: หากพบว่ามุมปากตก หลับตาไม่สนิท หนังตาตก หรือสูญเสียการรับรสที่ลิ้นร่วมด้วย แสดงว่าไวรัสได้ลุกลามไป1 ที่เส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ด (Facial Nerve) ซึ่งเรียกว่ากลุ่มอาการแรมเซย์ฮันต์ (Ramsay Hunt Syndrome)
  • การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่รุนแรง: บริเวณแผลผื่นงูสวัดมีอาการบวมแดงร้อนจัด มีหนองไหลออกมา มีกลิ่นเหม็น หรือมีไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่อาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: โรคงูสวัดที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและดวงตาถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ขั้นสูงสุด ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามาทาเองหรือรอจนกว่าแผลจะหายดี หากพบอาการผิดปกติทางตาหรือระบบประสาท ควรรีบไปพบแพทย์หรือจักษุแพทย์ทันทีภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง

วิธีรักษาและการดูแลผิวหน้าเมื่อเกิดรอยดำจากงูสวัด

เมื่อผ่านพ้นระยะเฉียบพลันของโรคและแผลหายสนิทดีแล้ว การดูแลรักษารอยดำบนใบหน้าสามารถทำได้โดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อช่วยเร่งกระบวนการจางของรอยดำให้เร็วขึ้น แนวทางการแพทย์ประกอบด้วยการใช้ยาทาเฉพาะที่ เช่น ยาในกลุ่มไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ (Retinoids) กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) หรือกรดโกจิก ซึ่งช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว แต่การใช้ยาเหล่านี้บนผิวหน้าที่เพิ่งหายจากงูสวัดต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการระคายเคือง

นอกจากนี้ ยังมีหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยลดเลือนรอยดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทำเลเซอร์เพื่อลดเม็ดสี (Pigment Laser) การทำทรีทเมนต์ผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดผลไม้ หรือการใช้สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อย่างไรก็ตาม การทำหัตถการเหล่านี้จะต้องรอให้ผิวหนังบริเวณที่เคยเป็นแผลหายสนิทและมีความแข็งแรงเพียงพอเสียก่อน มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นชนิดถาวรได้

การปฏิบัติตัวและการป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นซ้ำซ้อน

การดูแลผิวหน้าในช่วงที่กำลังฟื้นตัวจากงูสวัดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสวยงามของผิวในระยะยาว ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด

  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง: รังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดจะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานมากขึ้น ทำให้รอยดำเข้มขึ้นและใช้เวลานานมากกว่าจะจางหาย ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟสูงและปกป้องผิวด้วยการสวมหมวกหรือกางร่มเมื่อต้องออกกลางแจ้ง
  • ห้ามแกะ เกา หรือขัดถูผิวบริเวณที่เป็นแผลเด็ดขาด: การแกะสะเก็ดแผลจะทำให้เกิดแผลเป็นลึกและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยดำที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
  • บำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและมอยส์เจอไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารระคายเคือง เพื่อช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ: วิตามินซี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระจากผักผลไม้ จะช่วยบำรุงผิวพรรณและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

รอยดำบนใบหน้าจากโรคงูสวัดแม้จะสามารถจางหายไปได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักรู้ถึงสัญญาณอันตรายทางระบบประสาทและทางจักษุวิทยาที่อาจเกิดขึ้นได้ การรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการและการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงทีในระยะแรกของโรค จะช่วยลดความรุนแรงของการทำลายเส้นประสาท ลดโอกาสเกิดแผลเป็นและรอยดำที่รุนแรง รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down