ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นไข้หวัดใหญ่กินยาแล้วไม่ดีขึ้น: เมื่อไหร่ที่พ่อแม่อย่าวางใจและต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็กทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะสามารถหายจากโรคได้เองเมื่อได้รับการดูแลตามอาการและการพักผ่อนที่เพียงพอ แต่ในเด็กเล็ก ทารก หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อาจทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด สมอง และหัวใจ คำถามที่พบบ่อยจากห้องฉุกเฉินคือ เมื่อลูกเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วทานยาลดไข้หรือยาต้านไวรัสไปตามกำหนด แต่อาการไข้ไม่ยอมลดลง หรืออาการกลับแย่ลงเรื่อยๆ พ่อแม่ควรสังเกตสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) อะไรบ้าง และเมื่อใดที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด บทความฉบับนี้รวบรวมคำแนะนำจากกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้อง ปลอดภัย และช่วยชีวิตเด็กๆ ได้ทันท่วงที

ความสำคัญทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลัก ได้แก่ ชนิดเอ (Influenza A) และชนิดบี (Influenza B) เชื้อไวรัสนี้ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ความน่ากลัวของโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เพียงแค่ออาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว หรืออ่อนเพลีย แต่คือศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต โดยกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่

  • ทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่และทางเดินหายใจมีขนาดเล็ก
  • เด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง โรคไตวาย โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • เด็กที่มีระบบประสาทพัฒนาการช้า หรือมีโรคทางระบบประสาทที่ทำให้การไอ ขับเสมหะ หรือการกลืนผิดปกติ

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการรุนแรงเมื่อทานยาแล้วไม่ดีขึ้น

เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ร่างกายจะเกิดกระบวนการอักเสบและการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ การให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาต้านไวรัสกลุ่มโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาอาการและยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส แต่ในบางกรณีที่ลูกกินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจเกิดจากสาเหตุทางการแพทย์หลายประการ ดังนี้

  • การดื้อยาต้านไวรัส หรือได้รับยาช้าเกินไป เนื่องจากยาต้านไวรัสจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดหากเริ่มให้ภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ
  • เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนจากแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Bacterial Infection) เช่น เชื้อแบคทีเรียปอดบวม หรือเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด
  • โรคมีความรุนแรงเฉพาะตัว หรือเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่มีฤทธิ์รุนแรงกระตุ้นให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันตอบสนองรุนแรงเกินไป (Cytokine Storm)
  • การให้ขนาดยาไม่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของเด็ก ทำให้ระดับยาในกระแสเลือดไม่เพียงพอต่อการรักษา

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกเป็นไข้หวัดใหญ่และได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือพบสัญญาณเตือนอันตรายข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการถึงวันรุ่งขึ้น:

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 ถึง 5 วัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดลงไปแล้ว: ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือหูชั้นกลางอักเสบ
  • อาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม: อาการซึมอาจบ่งบอกถึงการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองหรือเนื้อสมองจากเชื้อไวรัส (Encephalitis)
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ทรอกซ์ยุบ หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ: บางรายอาจมีริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: เด็กปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ อาเจียนทุกครั้งที่รับประทาน ปัสสาวะไม่ออกหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตาโหลลึก หรือกระหม่อมยุบในทารก
  • อาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) หรือมีอาการเกร็ง กระตุกของกล้ามเนื้อ: แม้ว่าการชักจากไข้ในเด็กบางรายอาจไม่อันตรายถึงชีวิต แต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อแยกโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบออกไป
  • อาการปวดแน่นหน้าอก หายใจเจ็บแปลบ หรือไอมีเสมหะปนเลือด: บ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อลุกลามในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาดเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการฆ่าเชื้อไวรัส และการใช้ยาโดยไม่จำเป็นจะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเชื้อดื้อยา รวมถึงอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อเด็กได้

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องเฝ้าระวังในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

หากปล่อยให้เด็กมีอาการไข้หวัดใหญ่โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีเมื่อมีภาวะวิกฤต อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนี้

  • โรคปอดอักเสบ (Pneumonia): ทั้งจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ลงปอดโดยตรง หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้เนื้อปอดอักเสบ แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนไม่ได้
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis): เชื้อไวรัสอาจกระจายไปที่หัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน
  • ภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) หรือโรคทางระบบประสาทอื่นๆ: เด็กอาจมีอาการซึม ชักเกร็ง หรือหมดสติ
  • ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (Multiple Organ Dysfunction Syndrome): เกิดจากปฏิกิริยาการอักเสบทั่วร่างกาย ทำให้ไตวาย ตับอักเสบ และระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์เมื่อลูกอาการไม่ดีขึ้น

เมื่อพาเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดเพื่อหาต้นเหตุที่ทำให้อาการไม่ดีขึ้น โดยขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยอาจประกอบด้วย:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการได้รับยา ระยะเวลาที่เป็นไข้ และอาการร่วมที่ผิดปกติ
  • การตรวจร่างกายอย่างครบถ้วน ฟังเสียงปอดและหัวใจ ประเมินระดับความรู้สึกตัวและภาวะขาดน้ำ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ด้วยชุดตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน (Rapid Multiplex PCR หรือ Antigen Test) เพื่อยืนยันเชื้อและปรับแนวทางรักษา
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดดูเม็ดเลือดขาวและสารบ่งชี้การอักเสบ การตรวจปัสสาวะ
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือน้ำท่วมปอด

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

ในกรณีที่เด็กมีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลต่อที่บ้าน แนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้อย่างปลอดภัย

  • การให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้สูงหรือปวดเมื่อย ห้ามให้ยาเกินขนาด
    คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง และควรระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติ
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามลำตัว ศีรษะ และซอกพับ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัว เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้เด็กหนาวสั่นมากขึ้น
  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่: ให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือดื่มนมแม่ น้ำซุปอุ่นๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะเหลวขับออกได้ง่ายขึ้น
  • การรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย: เลือกอาหารอ่อนรสจืด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือซุปอุ่นๆ ที่ให้พลังงานเพียงพอ
  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่: งดกิจกรรมนอกบ้านและให้เด็กนอนหลับพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

วิธีป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี: แนะนำให้เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป รวมถึงทุกคนในครอบครัวเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ฤดูการแพร่ระบาด เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการนอนโรงพยาบาล
  • การล้างมือบ่อยๆ: สอนให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
  • การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่าง: ในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนแออัด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ที่มีคนหนาแน่น
  • การทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม: หมั่นทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัส และอุปกรณ์ภายในบ้านด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคสม่ำเสมอ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการประเมินความเร่งด่วน

คำแนะนำจากคุณหมอ: โรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การดูแลที่บ้านใช้ได้กับเด็กที่มีอาการน้อยและไม่มีภาวะเสี่ยง แต่หากพบว่าลูกกินยาแล้วไข้ไม่ลด ซึมลง หอบเหนื่อย หายใจแรง หรือปฏิเสธอาหารจนมีภาวะขาดน้ำ ขอให้ตระหนักทันทีว่านี่คือสัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด การรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์เฉพาะทางตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่ทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและช่วยชีวิตลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down