ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

โรคมือเท้าปากระบาดหนัก: ภัยเงียบรอบตัวเด็กเล็กที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวจะพบการระบาดหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส โรคนี้มักเกิดขึ้นในสถานที่ที่เด็กมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก (Daycare) หรือสนามเด็กเล่นในร่ม แม้ว่าโดยทั่วไปโรคมือเท้าปากจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่ในกรณีที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรง โรคนี้อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจกลไกของโรคและสามารถคัดกรองสัญญาณเตือนภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครองในการปกป้องชีวิตของบุตรหลาน

เจาะลึกสาเหตุและกลไกการติดต่อของเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped Virus) ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและแอลกอฮอล์ทั่วไปสูงมาก ไวรัสสายพันธุ์หลักที่ก่อโรค ได้แก่:

  • ค็อกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16 หรือ CV-A16): เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด มักก่อให้อาการที่ไม่รุนแรง มีไข้ต่ำ มีแผลในปาก และมีตุ่มน้ำใสตามมือและเท้า อาการแทรกซ้อนพบได้น้อยมาก
  • เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71): เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูง สามารถเข้าทำลายระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) ก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และภาวะน้ำท่วมปอดฉับพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเกิดขึ้นได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ (Fecal-oral and Respiratory Routes) โดยผ่านช่องทางดังต่อไปนี้:

  • การสัมผัสโดยตรงกับน้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะของผู้ป่วยที่ไอหรือจาม
  • การสัมผัสกับน้ำสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส (Blister Fluid) หรืออุจจาระของผู้ติดเชื้อ
  • การสัมผัสสิ่งของ ของเล่น หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส แล้วนำมือเข้าปาก ตา หรือจมูก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: เชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัสสามารถถูกขับออกมาทางอุจจาระของผู้ป่วยได้ยาวนานหลายสัปดาห์หลังจากที่อาการทางคลินิกหายดีแล้ว ดังนั้น การรักษาสุขอนามัยและการล้างมืออย่างต่อเนื่องจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งแม้เด็กจะดูแข็งแรงเป็นปกติแล้วก็ตาม

การดำเนินโรคและระยะต่างๆ ของโรคมือเท้าปาก

การเข้าใจระยะการดำเนินของโรคจะช่วยให้ผู้ปกครองสังเกตอาการและคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเด็กได้อย่างเป็นระบบ โดยโรคนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้:

1. ระยะฟักตัวและระยะเริ่มต้น (Incubation and Prodromal Phase)

หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3 ถึง 6 วัน เด็กจะเริ่มแสดงอาการนำ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น มีไข้ต่ำๆ (หรือไข้สูงเฉียบพลันในบางราย) เจ็บคอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเริ่มมีอาการงอแงผิดปกติเนื่องจากเริ่มรู้สึกระคายเคืองในช่องปาก

2. ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Active Phase)

ภายใน 1 ถึง 2 วันหลังเริ่มมีไข้ จะเริ่มปรากฏรอยโรคที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคมือเท้าปาก:

  • แผลในปาก (Herpangina/Oral Ulcers): มีลักษณะเป็นจุดแดงเล็กๆ แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส ก่อนจะแตกออกเป็นแผลตื้นๆ ที่มีขอบสีแดง มักพบบริเวณเพดานอ่อน กระพุ้งแก้ม ลิ้น และทอนซิล แผลเหล่านี้จะมีความเจ็บปวดมาก ส่งผลให้เด็กไม่ยอมกลืนน้ำลาย น้ำลายไหลย้อย และปฏิเสธการดื่มน้ำหรือนม
  • ผื่นและตุ่มน้ำใสตามร่างกาย (Exanthem): เกิดขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า และอาจพบได้ที่บริเวณก้น ข้อเข่า หรือข้อศอก ตุ่มน้ำมักมีรูปทรงรี ขอบแดง ไม่ค่อยมีอาการคัน แต่หากกดทับอาจรู้สึกเจ็บได้

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)

หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แผลในปากจะเริ่มสมานตัว และตุ่มน้ำใสตามผิวหนังจะค่อยๆ แห้ง ฝ่อตัว และจางหายไปโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ภายในระยะเวลา 7 ถึง 10 วัน ในเด็กบางรายอาจพบอาการผิวลอกที่ฝ่ามือฝ่าเท้า หรือเล็บลอก (Onychomadesis) หลังจากหายป่วยประมาณ 1 ถึง 2 เดือน ซึ่งเป็นอาการชั่วคราวและสามารถงอกใหม่ได้ตามปกติ

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

ภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

หากบุตรหลานของท่านมีอาการของโรคมือเท้าปาก และมีสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้เกิดขึ้น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการตรวจประเมินระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต:

  1. มีไข้สูงลอยและไม่ลดลง: ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส และกินยาลดไข้แล้วไข้ยังไม่ลดลง หรือมีไข้สูงต่อเนื่องยาวนานเกิน 3 วัน (72 ชั่วโมง)
  2. มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด (Lethargy): เด็กดูหมดแรง ไม่ร่าเริงตามปกติ ไม่ยอมเล่น นอนหลับมากเกินไป ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการสับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง
  3. อาการสะดุ้งผวาตัวโยน (Myoclonic Jerks): เด็กมีอาการสะดุ้ง ผวา หรือกระตุกของกล้ามเนื้อแขนและขาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในขณะที่กำลังจะหลับหรือนอนหลับไปแล้ว อาการนี้บ่งชี้ว่าสมองส่วนก้านสมอง (Brainstem) เริ่มถูกกระตุ้นหรืออักเสบ
  4. อาการสั่นหรือเดินเซ (Ataxia / Tremor): เด็กไม่สามารถทรงตัวได้เมื่อยืนหรือเดิน มีอาการมือสั่น แขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน หรือตาเหล่ ตาเข
  5. อาเจียนบ่อยและรุนแรง (Persistent Vomiting): เด็กอาเจียนทุกครั้งหลังดื่มน้ำหรือกินอาหาร ไม่สามารถประคับประคองสารน้ำในร่างกายไว้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะขาดน้ำรวดเร็ว
  6. ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): สังเกตจากริมฝีปากและช่องปากแห้งผาก เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ผิวหนังเหี่ยวไม่ยืดหยุ่น และปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  7. หายใจหอบเหนื่อยและหัวใจเต้นเร็ว (Cardiorespiratory Distress): เด็กหายใจเร็วกว่าปกติ มีอาการอกบุ๋ม ซี่โครงบาน ปีกจมูกขยับตามการหายใจ มีอาการเขียวคล้ำรอบปาก (Cyanosis) หรือผิวหนังมีลักษณะลายคราม (Mottled Skin) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อกและน้ำท่วมปอด

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิต

เชื้อไวรัส EV71 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางและกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดพยาธิสภาพที่รุนแรง ดังนี้:

  • สมองและก้านสมองอักเสบ (Brainstem Encephalitis): ทำให้สูญเสียการควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงกระทันหันสลับกับต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเกิดอาการชัก
  • ภาวะน้ำท่วมปอดฉับพลันจากระบบประสาท (Neurogenic Pulmonary Edema): เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลายอย่างรุนแรง ส่งผลให้หลอดเลือดในปอดหดตัวอย่างรุนแรง น้ำและเลือดจึงคั่งในปอด เด็กจะมีอาการไอเป็นฟองสีชมพู หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง และระบบหายใจล้มเหลว
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis): ทำให้ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน นำไปสู่ภาวะช็อกจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว (Cardiogenic Shock)

กระบวนการวินิจฉัยทางการแพทย์และการตรวจสืบค้นเพิ่มเติ่ม

เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดตามแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ ดังนี้:

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด: เพื่อประเมินลักษณะแผลในปาก ตุ่มน้ำตามร่างกาย สัญญาณชีพ (Vital Signs) และการตรวจประเมินระบบประสาท (Neurological Examination) เป็นหลัก
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี RT-PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction): เป็นการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากลำคอ (Throat Swab) อุจจาระ หรือน้ำจากตุ่มน้ำใส เพื่อตรวจหาข้อบ่งชี้ทางพันธุกรรมของไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส และระบุสายพันธุ์ว่าเป็น EV71 หรือไม่
  • การตรวจเลือด (Complete Blood Count & Electrolytes): เพื่อประเมินระดับการอักเสบและภาวะสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย โดยเฉพาะในรายที่มีการอาเจียนหรือขาดน้ำ
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): จะทำเมื่อคนไข้มีอาการไอ หายใจเร็ว หรือสงสัยว่าอาจมีภาวะน้ำท่วมปอดหรือปอดอักเสบแทรกซ้อน

วิธีรักษาตามมาตรฐานการแพทย์และการดูแลอย่างถูกวิธีที่บ้าน

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัส (Antiviral Drug) ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) และการประคับประคอง (Supportive Care) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

วิธีดูแลและประคับประคองอาการของลูกน้อยอย่างปลอดภัย

ในกรณีที่แพทย์ประเมินแล้วว่าอาการไม่รุนแรงและสามารถกลับไปดูแลต่อที่บ้านได้ ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้:

  • การจัดการความเจ็บปวดในช่องปาก: แผลในปากเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กไม่ยอมทานอาหาร ควรให้เด็กทานอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม กลืนง่าย และไม่มีรสจัด เช่น โจ๊กอุ่นๆ เต้าฮวย หรือโยเกิร์ต การให้เด็กดื่มนมแช่เย็น น้ำเย็น ไอศกรีมรสวานิลลา หรือน้ำแข็งก้อนเล็กๆ จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดในปากได้ดีขึ้นเนื่องจากความเย็นช่วยลดการอักเสบชั่วคราว
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: พยายามป้อนน้ำสะอาดหรือสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากไข้และการกินอาหารได้น้อยลง
  • การลดไข้อย่างถูกวิธี (Tepid Sponge): หากเด็กมีไข้ ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นปานกลาง โดยเช็ดผิวย้อนรูขุมขนจากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่ลำตัวและหัวใจ และเน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเช็ดตัวเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกายมากขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องตระหนักและยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มารับประทานเอง: โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การรับประทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่เพียงแต่ไม่มีประโยชน์ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้ยาและเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
  • การใช้ยาลดไข้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว: ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก โดยขนาดยาที่เหมาะสมคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง และให้ห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้เกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันพิษต่อตับ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยากลุ่มเอนเสด (NSAIDs): ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งก่อให้เกิดตับอักเสบรุนแรงและสมองอักเสบเฉียบพลันอันตรายถึงชีวิต และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หากยังไม่ได้ตัดประเด็นเรื่องโรคไข้เลือดออก หรือในภาวะที่เด็กมีอาการขาดน้ำรุนแรงเนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวายเฉียบพลัน

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้บุตรหลานสัมผัสกับเชื้อไวรัสถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมสถานการณ์ระบาดของโรค:

1. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส EV71 (Enterovirus 71 Vaccine)

ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตได้แล้ว โดยแนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและข้อบ่งชี้ของวัคซีน) วัคซีนนี้ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 1 ถึง 2 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อสายพันธุ์ที่มีอันตรายสูงนี้

2. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal Hygiene)

ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสสารคัดหลั่ง ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ เนื่องจากแอลกอฮอล์เจลทั่วไปไม่สามารถฆ่าเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

3. การทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อม

ใช้สารทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium Hypochlorite) หรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง ในการเช็ดทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัสร่วม และเครื่องใช้ของเด็ก เนื่องจากสารกลุ่มนี้สามารถทำลายโครงสร้างไวรัสที่ไม่มีเปลือกหุ้มได้ดี

ตารางสรุปขั้นตอนการประเมินความเร่งด่วนสำหรับผู้ปกครอง (Actionable Checklist)

ตารางด้านล่างนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องเมื่อสังเกตอาการของลูกที่บ้าน:

ระดับความรุนแรงอาการที่ตรวจพบแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์
สีเขียว (เฝ้าระวัง)ไข้ต่ำ, มีตุ่มน้ำตามมือเท้า, มีแผลในปากเล็กน้อย แต่ยังเล่นได้ ทานอาหารเหลวได้ ปัสสาวะออกปกติดูแลรักษาตามอาการที่บ้าน ประคับประคองอาหารเหลวเย็น เช็ดตัวลดไข้ และสังเกตอาการใกล้ชิด
สีเหลือง (ควรพบแพทย์)ไข้สูงลอยไม่ยอมลดลง, ปฏิเสธการกินน้ำและอาหาร, ปัสสาวะน้อยลง, ทรงตัวไม่อยู่ชั่วคราวขณะตื่นควรพาไปพบกุมารแพทย์ที่คลินิกหรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเพื่อประเมินภาวะขาดน้ำและการให้สารน้ำทางหลอดเลือด
สีแดง (วิกฤต - ฉุกเฉิน)ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก, สะดุ้งผวาตัวโยนขณะจะหลับ, มีอาการสั่นหรือแขนขาอ่อนแรง, หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม, ตัวเย็นเขียวนำส่งห้องฉุกเฉิน (Emergency Room) ของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที ห้ามรอดูอาการข้ามคืนเด็ดขาด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down