การไขข้อสงสัยเรื่องความแม่นยำระหว่างที่ตรวจครรภ์แบบหยดกับแบบจุ่ม
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเองเป็นขั้นตอนแรกที่ผู้หญิงหลายคนเลือกใช้เมื่อประจำเดือนขาดหายไป ซึ่งอุปกรณ์ที่มีวางจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปหลักๆ จะแบ่งออกเป็นสองประเภทที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ แบบหยด (Cassette Test) และ แบบจุ่ม (Strip Test) หลายคนมักเกิดความสงสัยว่าที่ตรวจครรภ์แบบหยดกับแบบจุ่มแบบไหนแ...มaber ที่มีความแม่นยำมากกว่ากัน ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองรูปแบบอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ชิ้นเดียวกัน คือการตรวจวัดระดับฮอร์โมนฮิวแมนโครโคนิกโกนาโดโทรปิน (Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG) ซึ่งร่างกายจะสร้างขึ้นเมื่อมีการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก ความแม่นยำของทั้งสองแบบจึงอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากใกล้เคียงกัน คือมากกว่าร้อยละเก้าสิบเก้าหากใช้ถูกวิธี
ความแตกต่างและวิธีการใช้งานระหว่างแบบหยดและแบบจุ่ม
ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่มจะมีลักษณะเป็นแถบกระดาษหรือแผ่นพลาสติกบางๆ วิธีการใช้คือต้องนำปัสสาวะใส่ในถ้วยตวง แล้วจุ่มแถบลงไปในระดับที่กำหนดตามเวลาที่คู่มือระบุ ข้อดีคือมีราคาประหยัดและหาซื้อง่าย ส่วนแบบหยดจะมีตลับพลาสติกบรรจุชุดทดสอบ พร้อมหลอดหยดขนาดเล็ก วิธีการคือใช้หลอดดูดปัสสาวะที่เก็บไว้ในภาชนะ แล้วหยดลงในหลุมทดสอบตามจำนวนหยดที่กำหนด ข้อดีคือใช้งานง่าย ควบคุมปริมาณปัสสาวะที่หยดลงไปได้แม่นยำกว่า โอกาสที่แถบแสดงผลจะเลอะหรือแปลผลผิดพลาดจึงมีน้อยกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของฮอร์โมน hCG ในปัสสาวะช่วงเวลานั้นๆ และการปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากอย่างเคร่งครัด
สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะวิกฤตทางนรีเวชที่ต้องระวัง
เมื่อผลตรวจครรภ์ปรากฏเป็นบวก (ตั้งครรภ์) สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เพราะการตั้งครรภ์ในระยะแรกอาจมีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ซึ่งหากปล่อยไว้และรอดูอาการที่บ้านอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะวิกฤตที่พบบ่อยและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) และภาวะแท้งคุกคามหรือแท้งสมบูรณ์ ซึ่งร่างกายจะมีกลไกส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจน
อาการสำคัญและระยะเวลาที่ต้องพบแพทย์ทันที
คุณแม่มือใหม่ควรสังเกตอาการในระยะสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดฝากครรภ์ตามรอบปกติ
- อาการปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรงและฉับพลัน หรือมีอาการปวดเกร็งท้องน้อยร่วมกับอาการหน้ามืด เป็นลม หรือเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
- มีเลือดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นเลือดสีแดงสดหรือเลือดสีดำคล้ำ มีลิ่มเลือดหลุดออกมา หรือมีเนื้อเยื่อปนมากับเลือด
- มีอาการปวดร้าวลามไปที่หัวไหล่ ซึ่งเกิดจากการมีเลือดออกในช่องท้องและไปกระตุ้นเส้นประสาทกะบังลม
- มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อในโพรงมดลูก
- มีอาการอาเจียนรุนแรงตลอดเวลาจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง
วิธีตรวจเช็กความเร่งด่วนและการนำส่งโรงพยาบาล
ในกรณีที่ตรวจพบการตั้งครรภ์แล้วมีอาการเตือนภัยตามที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชอย่างเร่งด่วนที่สุด การเดินทางไปโรงพยาบาลควรเลือกสถานพยาบาลที่มีห้องฉุกเฉินและมีแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวชพร้อมให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง การอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) และการตรวจวัดระดับฮอร์โมน hCG ในเลือดซ้ำ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำว่าเป็นการตั้งครรภ์ในมดลูกปกติหรือเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก
การดูแลตนเองในระยะแรกของการตั้งครรภ์และการป้องกันความเสี่ยง
การเตรียมความพร้อมทางร่างกายในระยะเริ่มแรกของการตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสมบูรณ์ของทารกและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์หรือเพิ่งทราบว่าตั้งครรภ์ควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
- รับประทานวิตามินโฟลิกแอซิด (Folic Acid) ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อช่วยในการพัฒนาของระบบประสาทและป้องกันความพิการแต่กำเนิด
- งดการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเด็ดขาด
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนบริเวณช่องท้อง
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนทั้งห้าหมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และพักผ่อนให้อย่างน้อยวันละแปดชั่วโมง