ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในคุณแม่ตั้งครรภ์

ช่วงเวลาตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เพื่อให้ร่างกายสามารถรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้อย่างปลอดภัย การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และเมื่อติดเชื้อแล้วมักมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงขึ้น รวมถึงอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อทารกในครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ หรือภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท

คำถามที่พบบ่อยและมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ คุณแม่ตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ไหม คำตอบทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้อย่างปลอดภัยและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับวัคซีนนี้ องค์กรอนามัยโลก (WHO) และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรค เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตัวคุณแม่เอง และภูมิคุ้มกันนี้ยังสามารถถ่าย 0 ทอดผ่านรกไปยังทารกแรกเกิด ช่วยปกป้องลูกน้อยในช่วงหลายเดือนแรกหลังคลอดที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนเองได้

คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับหญิงตั้งครรภ์เป็นชนิดเชื้อตาย (Inactivated Influenza Vaccine) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่จากการฉีดวัคซีน และไม่มีผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ สามารถรับวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกเป็นต้นไป

สาเหตุและการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอน (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลัก ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) เชื้อไวรัสนี้ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยการสูดดมละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยของผู้ติดเชื้อ หรือจากการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนแล้วนำมาสัมผัสจมูก ตา หรือปากของตนเอง

ในหญิงตั้งครรภ์ การติดเชื้อไวรัสนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัวเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่เนื่องจากความจุของปอดที่ลดลงจากการขยายตัวของมดลูก และการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ต้องทำงานหนักขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จึงมีโอกาสลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อปอด เกิดโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ภาวะหายใจล้มเหลว หรือการติดเชื้อในกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

อาการสำคัญและการดำเนินโรคของไข้หวัดใหญ่

อาการของการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสามารถแบ่งลักษณะอาการออกได้ดังนี้

  • อาการระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน (มักเกิน 38 องศาเซลเซียส) หนา หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง อ่อนเพลียอย่างมาก
  • อาการระยะเด่นชัด: ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างรุนแรง ไอแห้งๆ หรือมีเสมหะ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำใสๆ หรือน้ำมูกข้น
  • อาการในกลุ่มเสี่ยงสูง: หากเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ อาการอาจพัฒนาไปสู่อาการหายใจลำบาก แนหน้าอก และเหนื่อยหอบอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

หากคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าโรคกำลังลุกลามเข้าสู่ภาวะวิกฤต ซึ่งจำเป็นต้องเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการหรือรอให้หายเองที่บ้านเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งมารดาและทารกในครรภ์

  • ไข้สูงต่อเนื่อง: มีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส และไม่ลดลงแม้ว่าจะรับประทานยาลดไข้หรือเช็ดตัวอย่างถูกวิธีแล้ว นานเกิน 2 วัน
  • อาการทางระบบหายใจ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หรือรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้
  • อาการทางระบบประสาท: มีอาการซึมลง สับสน มึนงง หรือรู้สึกตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
  • อาการที่เกี่ยวข้องกับทารกในครรภ์: ลูกดิ้นน้อยลงอย่างผิดปกติ ทารกไม่เคลื่อนไหว หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด มีน้ำเดิน
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: วิงเวียนศีรษะหน้ามืดเมื่อลุกยืน ปากแห้ง ผิวแห้ง ปัสสาวะออกน้อยมากหรือมีสีเข้มจัด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ห้ามรอจนครบกำหนดนัดฝากครรภ์ครั้งถัดไป ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาที่ล่าช้าในหญิงตั้งครรภ์อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและอันตรายร้ายแรงต่อทารก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการป่วยมารับการตรวจที่โรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด โดยมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญ ได้แก่

  • การซักประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และระยะเวลาการเริ่มมีอาการ
  • การตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงการฟังเสียงปอดและหัวใจ วัดระดับออกซิเจนในเลือด
  • การตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ด้วยวิธีแยงสำลีจากโพรงจมูก (Rapid Influenza Diagnostic Test หรือ PCR)
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินการอักเสบและการทำงานของอวัยวะภายใน
  • การเอกซเรย์ปอด (โดยมีมาตรการป้องกันรังสีที่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ เช่น การใช้ผ้าตะกั่วบังหน้าท้อง) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

สำหรับการรักษาในคุณแม่ตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในการลดความรุนแรงของโรค หากได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดูแลรักษาตามอาการและการปฏิบัติตัวเบื้องต้นประกอบด้วย

  • รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ห้ามซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดลดไข้ชนิดอื่นรับประทานเองเด็ดขาด
  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะมีความเหลวขับออกได้ง่าย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
  • รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และมีประโยชน์ครบถ้วน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในภาวะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นไข้หวัด มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมากซึ่งต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ เป็นอันตรายต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์
  • ห้ามใช้ยาสุนไพรหรือยาชุดที่ไม่1 ทราบส่วนประกอบ: เนื่องจากอาจมีส่วนผสมของสารที่ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ควรปฏิบัติตนตามสุขอนามัยที่ดี ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกไปในที่สาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจ
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down