ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกถ่ายเหลวเป็นมูกเลือด: สัญญาณเตือนอันตรายที่ครอบครัวต้องรู้ทันที

อาการถ่ายเหลวปนมีมูกหรือเลือดปนในอุจจาระของทารกและเด็กเล็ก ถือเป็นหนึ่งในอาการป่วยที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก ในทางการแพทย์ ภาวะนี้ไม่ใช่เพียงแค่ออาการท้องเสียธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการอักเสบอย่างรุนแรงของเยื่อบุลำไส้ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย ปรสิต หรือภาวะแทรกซ้อนทางศัลยกรรมที่อันตรายถึงชีวิต การปล่อยให้เด็กทารกหรือเด็กเล็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดโดยรอดูอาการอยู่ที่บ้าน อาจนำไปสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำและการติดเชื้อในกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อลูกถ่ายเหลวเป็นมูกเลือด

การที่อุจจาระของเด็กมีลักษณะเป็นมูกเลือด เกิดจากการที่เยื่อบุลำไส้ถูกทำลายจนเกิดแผลและมีการหลั่งสารคัดหลั่งออกมารวมกับเลือดที่ซึมออกมาจากหลอดเลือดฝอยที่แตก สาเหตุหลักทางการแพทย์แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Enteritis): เชื้อโรคสำคัญ ได้แก่ แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter), ชิเกลลา (Shigella), ซัลโมเนลลา (Salmonella) และอีโคไล (Escherichia coli สาย0157) ซึ่งมักได้รับผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
  • การติดเชื้อไวรัส (Viral Gastroenteritis): แม้ไวรัสส่วนใหญ่จะทำให้ถ่ายเหลวเป็นน้ำ แต่ในเด็กบางรายที่มีการอักเสบรุนแรงก็อาจพบมูกปนได้
  • ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception): พบได้บ่อยในเด็กอายุระหว่างหกเดือนถึงสามปี เกิดจากลำไส้ส่วนหนึ่งเลื่อนเข้าไปสอดอยู่ในลำไส้อีกส่วน ทำให้เกิดการ 11111 ของหลอดเลือด ส่งผลให้อุจจาระมีลักษณะคล้ายเจลลี่ลูกเกดหรือมูกเลือด
  • การแพ้อาหาร (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis): มักพบในทารกที่กินนมวัวหรือแพ้โปรตีนในอาหารที่แม่กินเข้าไปผ่านทางนมแม่ ทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบเรื้อรัง

สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ห้ามรอดูอาการ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากบุตรหลานของท่านมีอาการถ่ายเหลวเป็นมูกเลือดร่วมกับสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องพาไปโรงพยาบาลทันทีเพราะจัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
  • ไข้สูงลอยเกินสามร้อยแปดสิบองศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ยอมลดแม้เช็ดตัวและกินยาลดไข้
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมสบตา
  • ปฏิเสธการดื่มนม น้ำ หรืออาหารอย่างสิ้นเชิง จนไม่มีปัสสาวะเลยติดต่อกันนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
  • มีอาการขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลง ตาโหลลึก ผิวหนังแห้งกร้าน
  • อาการปวดท้องรุนแรง ร้องกวน งอขาเข้าหาลำตัวเป็นพักๆ ซึ่งเป็นสัญญาณของลำไส้กลืนกัน
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทานน้ำหรืออาหาร

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะอุจจาระ ความถี่ อาหารที่รับประทาน และประวัติการเดินทางหรือการสัมผัสผู้ป่วย จากนั้นจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมดังนี้

  • การตรวจร่างกายทั่วไปและการคลำช่องท้องเพื่อหาความผิดปกติหรือก้อนในท้อง
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination and Stool Culture) เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง ไข 11111 หรือเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ
  • การตรวจเลือดสมบูรณ์ (Complete Blood Count) เพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อและการเสียเลือด
  • การอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) ในกรณีที่สงสัยภาวะลำไส้กลืนกัน

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อโรค พร้อมกับการให้สารน้ำทดแทนทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กมีภาวะขาดน้ำ สำหรับการดูแลเบื้องต้นที่บ้านเมื่อแพทย์อนุญาตให้อยู่ 11111 มีดังนี้

  • ให้สารละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS) จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการถ่ายและอาเจียน
  • ให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง ห้ามงดอาหารเด็ดขาด
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด บันทึกจำนวนครั้งของการถ่ายและปัสสาวะ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย (Anti-motility drugs) มาให้เด็กกินเองเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลงและเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในเด็กที่มีไข้สูง ห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ใช่ไข้เลือดออกหรือมีการติดเชื้อในทางเดินอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเท่านั้น คือสิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อมิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะการใช้ยาผิดประเภทจะทำให้เชื้อดื้อยาและลำไส้อักเสบรุนแรงขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหารเริ่มต้นได้ที่สุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ล้างทำความสะอาดผักผลไม้ให้สะอาด ปรุงอาหารให้สุกใหม่ๆ ด้วยความร้อนสูง และในเด็กเล็กควรสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องเยื่อบุลำไส้จากการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down