ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกรักเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งมีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วในเด็กเล็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติยังพัฒนาไม่เต็มที่ คำถามที่พบบ่อยจากคุณพ่อคุณแม่คือ เด็กเล็กอายุเท่าไหร่ถึงฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ ตามคำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและองค์การอนามัยโลก (WHO) ทารกสามารถรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ภูมิคุ้มกันจากคุณแม่เริ่มลดลง และระบบทางเดินหายใจมีความไวต่อการติดเชื้อสูง การได้รับวัคซีนตามกำหนดจึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล

รายละเอียดการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเด็กแต่ละช่วงวัย

การฉีดวัคซีนในเด็กเล็กมีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความต่อเนื่องเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีแนวทางการปฏิบัติทางการแพทย์ดังนี้

  • เด็กอายุ 6 เดือนถึง 8 ปี ที่เพิ่งรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต จำเป็นต้องฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำเชื้อไวรัสได้อย่างสมบูรณ์
  • เด็กอายุ 6 เดือนถึง 8 ปี ที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้วอย่างน้อย 1 เข็มในปีที่ผ่านมา ให้รับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 เข็มอย่างต่อเนื่องทุกปี
  • เด็กที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไป ให้ฉีดปีละ 1 เข็มเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
  • สำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญเป็นพิเศษและควรปรึกษากุมารแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุย รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือเข้าปากหรือจมูก ในเด็กเล็กมักเกิดการติดเชื้อได้ง่ายในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล หรือแม้แต่การรับเชื้อจากสมาชิกในครอบครัวที่ออกไปทำงานนอกบ้าน เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะจำนวนมาก ซึ่งในเด็กเล็กที่มีหลอดลมขนาดเล็กอยู่แล้ว อาการบวมนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะทางเดินหายใจตีบตันและหายใจลำบากได้อย่างรวดเร็ว

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสามารถแบ่งระยะการดำเนินโรคได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงลอย 38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และเบื่ออาหาร
  • ระยะลุกลาม: เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำใสๆ หรือน้ำมูกข้นเขียว ในเด็กบางรายอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัว: หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่ออาการไอและความอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานสัปดาห์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีไข้สูงเกิน 3 วัน หรือไข้เริ่มลดลงแล้วกลับมาไข้สูงซ้ำอีกครั้งในลักษณะไข้กลับ (Second Peak) ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของการเกิดภาวะแทรกซ้อนแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือหูชั้นกลางอักเสบ ซึ่งต้องรีบนำพบแพทย์ทันที

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

ในเด็กเล็ก อาการป่วยจากไข้หวัดใหญ่อาจลุกลามกลายเป็นภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากคุณพ่อคุณแม่พบอาการเหล่านี้ ห้ามรอดูอาการเด็ดขาด ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงครืดคราด หน้าอกบุ๋ม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา ไม่เล่น หรือร้องกวนตลอดเวลาแบบไม่ทราบสาเหตุ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • มีอาการชักเกร็งจากไข้สูง หรือเกร็งกระตุกซ้ำๆ
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งแหด แร้งน้ำตาแห้งเมื่อร้องไห้ ปัสสาวะไม่ออกหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • อาเจียนรุนแรงทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มนม ไม่สามารถกินอะไรได้เลย

วิธีตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่โดยแพทย์เฉพาะทาง

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเพื่อฟังเสียงปอดและตรวจดูช่องคอ หากจำเป็นแพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และไวรัสอาร์เอสวีผ่านการป้ายจมูก (Rapid Influenza Antigen Test) เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อไวรัสและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ ในกรณีที่มีไข้สูงนานหรือสงสัยภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ปอดร่วมด้วย

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการดูแลเด็กป่วยที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้

  • การให้ยาลดไข้: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้สูงหรือปวดเมื่อย
  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน
  • การชดเชยน้ำในร่างกาย: สำหรับเด็กทารกให้ดูดนมแม่หรือนมผสมบ่อยขึ้น หากเป็นเด็กโตให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำเปล่าสะอาดทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การพ่นยาหรือขยายหลอดลม: ในกรณีที่มีอาการหลอดลมตีบตันหรือหอบเหนื่อย แพทย์จะทำการพ่นยาขยายหลอดลมและพ่นน้ำเกลือเข้มข้นเพื่อละลายเสมหะ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กทานเองเด็ดขาด เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาโรคและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ นอกจากนี้ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยูนโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบรุนแรงถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกเป็นไข้หวัดใหญ่

ความเข้าใจผิดในการดูแลเด็กป่วยอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย สิ่งที่ผู้ดูแลควรตระหนักและหลีกเลี่ยงมีดังนี้

  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงโดยยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในโรคไข้เลือดออกหรือทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้
  • ห้ามบังคับให้เด็กกินอาหารหรือนมจนหมดขวดในคราวเดียว หากเด็กคลื่นไส้ควรแบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงแต่บ่อยครั้ง
  • ห้ามปล่อยให้เด็กนอนหลับในห้องที่ปิดทึบอย่างไร้อากาศถ่ายเท ควรให้อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและอุณหภูมิเหมาะสม

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน ซึ่งควรฉีดกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี นอกจากนี้ควรปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน การหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด และการทำความสะอาดของเล่นหรือพื้นผิวสัมผัสอย่างสม่ำเสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
- พาเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
- สังเกตอาการไข้สูง ไอ หอบเหนื่อย หรือซึมอย่างใกล้ชิด
- ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง และเช็ดตัวลดไข้สม่ำเสมอ
- ห้ามรอดูอาการอยู่ที่บ้านหากมีสัญญาณเตือนอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึมมาก หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
- พาไปพบแพทย์ทันทีเมื่อพบอาการผิดปกติเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ปลอดภัย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down