ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และแผลสกปรกในเด็ก ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้ปกครองต้องรู้เท่าทัน

อุบัติเหตุจากแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแผลสกปรกจากอุบัติเหตุต่างๆ เป็นหนึ่งในอุบัติเหตุเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็กและทารก เนื่องจากธรรมชาติของเด็กมีความอยากรู้อยากเห็น ชอบสำรวจสิ่งรอบตัว แต่ยังขาดความตระหนักรู้ถึงอันตราย ผิวหนังของเด็กมีความบอบบางและบางกว่าผู้ใหญ่มาก ทำให้เมื่อสัมผัสกับความร้อน สารเคมี หรือสิ่งสกปรก จะเกิดความเสียหายต่อชั้นผิวหนังอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่า การจัดการปฐมพยาบาลที่ไม่ถูกต้องในระยะแรก หรือการชะล่าใจรอดูอาการที่บ้าน อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและสารน้ำในร่างกาย (Hypovolemic Shock) และแผลเป็นนูนหนาพิการถาวรที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการใช้ชีวิตในระยะยาว

กลไกการเกิดความเสียหายต่อผิวหนังและความรุนแรงของแผลในเด็ก

เมื่อผิวหนังของเด็กสัมผัสกับความร้อน น้ำร้อน หรือสิ่งสกปรกปนเปื้อน ความร้อนจะทำลายเซลล์ผิวหนังโดยตรง ทำให้โปรตีนในเซลล์เสียสภาพ เกิดการทำลายของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนัง ส่งผลให้พลาสมาและของเหลวรั่วไหลออกมาเกิดเป็นตุ่มน้ำพอง (Blisters) ความรุนแรงของแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวกทางการแพทย์จะแบ่งออกเป็นระดับตามความลึกของการทำลายเนื้อเยื่อ ได้แก่ แผลระดับแรก (First-degree burn) ที่ผิวหนังชั้นนอกแดงและเจ็บ แผลระดับที่สอง (Second-degree burn) ซึ่งทำลายลึกถึงผิวหนังแท้ ทำให้เกิดตุ่มน้ำพองและปวดแสบปวดร้อนมาก และแผลระดับที่สาม (Third-degree burn) ที่ทำลายลึกถึงชั้นไขมัน เส้นประสาท และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังมีสีขาว ซีด หรือดำไหม้ และมักไม่รู้สึกเจ็บเนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลาย นอกจากนี้ ในกรณีของแผลสกปรก เช่น แผลถลอกลึกที่เปื้อนดินทรายหรือสนิม ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง เช่น เชื้อบาดทะยัก (Tetanus) หรือแบคทีเรียกินเนื้อคนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flags) ที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

ผู้ปกครองต้องมีความตื่นตัวและสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ จำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด:

  • ขนาดและตำแหน่งของแผลอันตราย: หากแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกกินพื้นที่มากกว่าร้อยละสิบของพื้นที่ผิวร่างกายทั้งหมดในเด็ก หรือเป็นแผลที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้า มือ เท้า อวัยวะเพศ ข้อพับสำคัญ หรือรอบดวงตา ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดแผลเป็นรั้งและการสูญเสียหน้าที่การทำงานของอวัยวะ
  • ลักษณะความลึกของแผล: แผลที่มีลักษณะลึกมาก มีสีขาว สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำไหม้ รวมถึงแผลที่มีตุ่มน้ำพองขนาดใหญ่จำนวนมาก
  • สัญญาณชีพผิดปกติและภาวะช็อก: เด็กมีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก เหงื่อออกตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา หายใจหอบเหนื่อย ตัวลาย หรือมีความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อกจากการสูญเสียสารน้ำ
  • อาการแสดงของการติดเชื้อรุนแรง: มีไข้สูงหน ั่น แผลมีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น ขอบแผลมีสีแดงลุกลามอย่างรวดเร็ว หรือมีอาการบวมแดงร้อนรอบแผล
  • อาการจากแผลสกปรกที่เป็นอันตราย: แผลที่เกิดจากวัตถุมีคมสกปรก แผลสัตว์กัด แผลฝังลึกที่มีดินทรายหรือสิ่งแปลกปลอมฝังแน่น และเด็กไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักตามเกณฑ์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้วิธีพื้นบ้าน เช่น การทายาสีฟัน น้ำปลา ไข่ขาว หรือยาสมุนไพรใดๆ บนแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกเด็ดขาด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้แผลลึกขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการประเมินแผลของแพทย์

วิธีตรวจเช็กความเร่งด่วนและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง

การปฐมพยาบาลในนาทีแรกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความรุนแรงของแผลและการหายของเนื้อเยื่อ แนวปฏิบัติทางการแพทย์ที่ถูกต้องมีดังนี้:

  • หยุดกระบวนการเผาไหม้: แยกเด็กออกจากแหล่งความร้อนทันที ถอดเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่อมความร้อนออกอย่างรวดเร็วก่อนที่เนื้อเยื่อจะบวม แต่หากเสื้อผ้าติดแน่นกับผิวหนัง ห้ามดึงกระชากเด็ดขาด ให้ใช้วิธีตัดเสื้อผ้าส่วนรอบๆ ออก
  • ลดอุณหภูมิแผล: ใช้น้ำสะอาดที่อุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็นธรรมดา (ห้ามใช้น้ำแข็งจัดหรือน้ำแข็งก้อนเด็ดขาด) ล้างผ่านแผลหรือแช่แผลนานสิบถึงยี่สิบนาที เพื่อลดความร้อนที่ยังคงตกค้างอยู่ในชั้นผิวหนัง
  • ทำความสะอาดแผลสกปรก: สำหรับแผลสกปรก ให้ล้างด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) หรือสบู่อ่อนๆ เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองออกเบาๆ ห้ามขัดถูแรง
  • ปิดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ: ใช้ผ้าก๊อซปราศจากเชื้อหรือผ้าสะอาดปราศจากขนปิดคลุมแผลหลวมๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผล ห้ามปิดแผลด้วยวัสดุที่อาจติดกับเนื้อเยื่อ
  • การจัดการความปวด: สามารถให้รับประทานยาบรรเทาปวดกลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่คำนวณจากน้ำหนักตัว เพื่อลดความเจ็บปวดเบื้องต้น

การตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

เมื่อเด็กถูกนำส่งถึงโรงพยาบาล แพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์และศัลยแพทย์ตกแต่งจะดำเนินการประเมินและรักษาดังนี้:

  • การประเมินระบบไหลเวียนโลหิตและทางเดินหายใจ: หากเด็กมีภาวะขาดน้ำหรือช็อก แพทย์จะทำการเปิดเส้นเลือดดำเพื่อให้สารน้ำทดแทนอย่างเร่งด่วน และพิจารณาให้ ออกซิเจนเสริมหากมีปัญหาการหายใจ
  • การทำความสะอาดแผลและการตัดเนื้อตาย (Debridement): แพทย์จะล้างแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปราศจากความเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ ตัดแต่งผิวหนังที่ตายแล้วออก และใส่ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ เช่น ซิลวาเดน (Silver Sulfadiazine) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก: ในกรณีแผลสกปรกหรือแผลจากวัตถุมีคม แพทย์จะพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและอิมมูโนโกลบูลิน (Tetanus Immunoglobulin) ตามประวัติการรับวัคซีนของเด็ก
  • การให้ยาปฏิชีวนะ: หากพบการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย แพทย์จะทำการเพาะเชื้อจากแผลและให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อ ทั้งในรูปแบบยาทาเฉพาะที่หรือยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันอุบัติเหตุในบ้านคือสิ่งที่ดีที่สุด ผู้ปกครองควรเก็บน้ำร้อน เครื่องดื่มร้อน และสารเคมีอันตรายให้พ้นมือเด็กเสมอ ปลั๊กไฟต้องมีฝาปิดป้องกัน และดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดในพื้นที่เสี่ยง เช่น ห้องครัวและห้องน้ำ

วิธีปฏิบัติและการดูแลต่อเนื่องเมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน

การดูแลแผลในช่วงพักฟื้นที่บ้านมีความสำคัญไม่แพ้การรักษาในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการเกิดแผลเป็น:

  • การทำแผลตามคำแนะนำของแพทย์: ล้างแผลและเปลี่ยนผ้าปิดแผลตามกำหนดอย่างเคร่งครัด รักษาความสะอาดบริเวณแผลให้แห้งอยู่เสมอ ห้ามแกะสะเก็ดแผลเด็ดขาด
  • สังเกตอาการติดเชื้อซ้ำ: เฝ้าระวังอาการไข้ แผลบวมแดงร้อน มีหนอง หรือเด็กมีอาการซึมลง หากพบความผิดปกติเหล่านี้ต้องรีบพาไปพบแพทย์ก่อนนัด
  • โภชนาการที่เหมาะสม: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และผักผลไม้ที่มีวิตามินซีและซีงสังกะสีสูง เพื่อช่วยเร่งการสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมผิวหนัง
  • การดูแลแผลเป็นระยะยาว: เมื่อแผลหายสนิทแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ครีมลดรอยแผลเป็น การนวดแผล หรือการใส่ชุดกระชับแผลเป็น (Pressure Garment) เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนหนา (Keloid) และแผลเป็นหดรั้ง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down