ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคงูสวัดและการเกิดรอยดำบนใบหน้า

โรคงูสวัด (Shingles หรือ Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการ reactivation หรือการกลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งของเชื้อไวรัส Varicella-Zoster Virus ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีุกสุกอีใสในวัยเด็ก เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) ใกล้กับไขสันหลังและกะโหลกศีรษะ เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลงจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อายุที่เพิ่มขึ้น หรือโรคประจำตัว ไวรัสที่หลบซ่อนอยู่จะเพิ่มจำนวนและเดินทางตามเส้นประสาทมาแสดงอาการที่ผิวหนัง กลายเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทพร้อมอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง

เมื่อผื่นและตุ่มน้ำใสของงูสวัดหายสนิท สิ่งที่มักสร้างความกังวลใจและบั่นทอนความมั่นใจให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมากคือรอยดำหรือรอยแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าซึ่งเป็นจุดที่สังเกตเห็นได้ง่าย ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่ารอยดำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentations) ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่กระบวนการอักเสบอย่างรุนแรงของโรคไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ออกมาจำนวนมากกว่าปกติเพื่อปกป้องผิวหนังที่กำลังบาดเจ็บ

กลไกการเกิดรอยดำและการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบนใบหน้า

ผิวหนังบริเวณใบหน้ามีความบอบบางและมีเส้นประสาทมาเลี้ยงหนาแน่นมาก เมื่อเกิดการอักเสบจากโรคงูสวัด เซลล์ผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) จะถูกทำลายร่วมกับการอักเสบรุนแรงของปลายประสาท ทำให้ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวและสารสื่อการอักเสบมายังบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก กระบวนการเหล่านี้ส่งผลให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติและปล่อยเม็ดสีลงสู่ชั้นผิวที่ลึกขึ้น ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็นชนิดรอยดำ รอยแดง หรือแม้แต่รอยบุ๋มตามมา

นอกจากปัญหาด้านความงามแล้ว สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือการเกิดโรคงูสวัดบริเวณใบหน้า (Herpes Zoster Ophthalmicus หรือ Herpes Zoster Oticus) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้าและเจ็ด การติดเชื้อในบริเวณนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของผิวหนังอักเสบธรรมดา แต่มีความเสี่ยงสูงมากที่เชื้อจะลุกลามเข้าสู่ดวงตาหรือหู จนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นหรือสูญเสียการได้ยินถาวร

สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

การรอดูอาการของโรคงูสวัดที่ขึ้นบริเวณใบหน้าด้วยความชะล่าใจถือเป็นความเสี่ยงที่อันตรายอย่างยิ่ง ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องสังเกตอาการเตือนระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลพบแพทย์เฉพาะทางทันที

  • มีผื่น ตุ่มน้ำใส หรือแผลลามเข้าใกล้ดวงตา เปลือกตาบวมปิด หรือมีตุ่มขึ้นที่บริเวณปลายจมูก ซึ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระจกตา
  • อาการปวดตา ตาแดง สู้แสงไม่ได้ตามีน้ำตาไหลตลอดเวลา หรือการมองเห็นพร่ามัวลงอย่างกะทันหัน
  • มีอาการใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท หรือสูญเสียการรับรสที่ลิ้น ซึ่งแสดงว่าเชื้อลุกลามไปที่เส้นประสาทสมอง
  • มีอาการปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะบ้านหมุน การได้ยินลดลง มีเสียงดังในหู หรือมีอาการเจ็บในช่องหูร่วมด้วย
  • มีไข้สูงหนั่นสั่น อาเจียน คอแข็ง ซึมลง หรือสับสน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสของงูสวัดเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดแผลเปิดและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้รอยดำและรอยแผลเป็นบนใบหน้าลึกและหายยากยิ่งขึ้น รวมถึงห้ามใช้ยาทาพื้นบ้านหรือสมุนไพรพอกบริเวณแผลเด็ดขาดเนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบรุนแรงและติดเชื้อลุกลาม

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการงูสวัดที่ใบหน้า แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยเฉพาะบริเวณดวงตา หู และช่องปาก หากพบในระยะเริ่มต้น (ภายในเจ็ดสัปดาห์แรกของการเกิดผื่น) แพทย์จะพิจารณาให้รับประทานยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famcicrolvir ทันที เพื่อช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการหายของแผล และที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางตาและอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังหลังเป็นงูสวัด (Post-herpetic Neuralgia)

ในกรณีที่ผื่นลามเข้าใกล้ดวงตา แพทย์ผิวหนังจะประสานงานร่วมกับจักษุแพทย์เพื่อตรวจประเมินกระจกตาและม่านตาอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และอาจต้องใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะร่วมด้วยภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด

การดูแลรักษาและการฟื้นฟูผิวหนังจากรอยดำหลังงูสวัด

หลังจากโรคงูสวัดหายขาดและแผลปิดสนิทดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการฟื้นฟูสภาพผิวหน้าเพื่อลดเลือนรอยดำและรอยแผลเป็นให้จางลงโดยเร็วที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและการดูแลอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ผิวหนัง

  • การทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟสูงและปกป้องได้ทั้งรังสีเอและรังสีบีอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้รอยดำเข้มขึ้นจากการกระตุ้นของแสงแดด
  • การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารช่วยลดเม็ดสี เช่น วิตามินซี, ไนอาซินาไมด์ (Niacinamide), อาร์บูติน (Arbutin) หรือกรดไฮยาลูโรนิกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
  • การใช้ยาทาเฉพาะที่กลุ่มวิตามินเอหรือกรดผลไม้ (AHA/BHA) อ่อนๆ เพื่อช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว แต่ต้องรอให้ผิวหนังแข็งแรงสนิทเสียก่อนเพื่อป้องกันการระคายเคือง
  • การรักษาเสริมด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การทำเลเซอร์ลดรอยดำ, การทำทรีตเมนต์ผลัดเซลล์ผิว หรือการใช้สารละลายเคมีทางการแพทย์เพื่อเร่งการฟื้นฟูผิวภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันที่ดีที่สุดคืองดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และสำหรับผู้ที่มีอายุห้าสิบปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด (Shingles Vaccine) สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและลดความรุนแรงของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังร่วมกับมีตุ่มน้ำใสขึ้นที่ใบหน้า ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีภายในเจ็ดสัปดาห์แรกเพื่อรับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที

คำถาม-คำตอบที่พบบ่อย (FAQs)

  • คำถาม: รอยดำบนใบหน้าหลังจากเป็นงูสวัดจะสามารถจางหายไปได้เองหรือไม่และใช้เวลานานเท่าใด
    คำตอบ: รอยดำหลังการอักเสบจากงูสวัดสามารถจางลงและหายไปได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงเป็นปี ขึ้นอยู่กับความลึกของการอักเสบและการดูแลผิวของแต่ละบุคคล การทาครีมกันแดดอย่างเคร่งครัดและการใช้ผลิตภัณฑ์ลดเลือนจุดด่างดำภายใต้คำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้รอยดำจางลงได้เร็วขึ้น
  • คำถาม: ทำไมงูสวัดที่ขึ้นบริเวณใบหน้าจึงอันตรายกว่าบริเวณอื่นของร่างกาย
    คำตอบ: เนื่องจากใบหน้าเป็นบริเวณที่มีเส้นประสาทสมองมาเลี้ยงหนาแน่นมาก หากเกิดการติดเชื้อบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือใบหู เชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา เยื่อหุ้มสมอง หรือเส้นประสาทคู่ที่เจ็ด ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น สูญเสียการมองเห็น ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หรือสูญเสียการได้ยินถาวร
  • คำถาม: หากเคยเป็นงูสวัดที่ใบหน้าแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่
    คำตอบ: ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดแล้วยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก แม้จะมีโอกาสไม่สูงนักแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลงอย่างมาก เช่น ในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down