ความรุนแรงของอาการทารกท้องป๋องร่วมกับอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว
ภาวะทารกท้องป๋องร่วมกับการอาเจียนพุ่งออกมาเป็นสีเขียวถือเป็นหนึ่งในเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์สูงสุดทางกุมารเวชศาสตร์และศัลยกรรมเด็ก อาการดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาการแหวะนมหรืออาการท้องอืดทั่วไปตามวัย แต่เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารที่อาจเกิดการอุดตันอย่างรุนแรง หรือภาวะลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว พ่อผู้ปกครองและผู้ดูแลทารกจึงต้องมีความตระหนักรู้และเข้าใจถึงความรุนแรงเพื่อนำส่งโรงพยาบาลทันที
สถิติและความสำคัญทางการแพทย์
ภาวะลำไส้อุดตันในทารกแรกเกิดและทารกวัยขวบปีแรกพบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรงสูงมาก อัตราการเสียชีวิตหรือการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการมาพบแพทย์ อาการอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว (Bilious Vomiting) ถือเป็นอาการแสดงคลาสสิกที่แพทย์เด็กถือว่าเป็นภาวะวิกฤตจนกว่าจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น เนื่องจากน้ำย่อยที่มีสีเขียวหรือสีเหลืองเข้มนั้นมาจากส่วนต้นของลำไส้เล็กที่อยู่เลยลิ้นเปิดปิดกระเพาะอาหารลงไปแล้ว การที่ทารกอาเจียนออกมาเป็นสีนี้จึงยืนยันได้แน่นอนว่ามีการอุดตันของทางเดินอาหารส่วนล่างลงไปจากกระเพาะอาหาร
กลไกการเกิดโรคและสาเหตุที่พบบ่อยในทารก
ระบบทางเดินอาหารของทารกกำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ความผิดปกติแต่กำเนิดหรือการหมุนตัวที่ผิดปกติของลำไส้ในครรภ์มารดา สามารถส่งผลให้เกิดการอุดตันและขัดขวางการไหล ด้อยของอาหารและน้ำย่อยได้อย่างเฉียบพลัน กลไกเหล่านี้ทำให้เกิดความดันในช่องท้องสูงขึ้น ทารกจึงมีลักษณะท้องป๋องตึง และเมื่อลำไส้ไม่สามารถบีบตัวส่งอาหารต่อไปข้างหน้าได้ อาการอาเจียนพุ่งจึงเกิดขึ้นเพื่อระบายแรงดันนั้น
สาเหตุหลักของภาวะลำไส้อุดตันและอาเจียนเขียว
- ภาวะลำไส้หมุนผิดปกติและเกิดการบิดขั้ว (Malrotation with Midgut Volvulus): เป็นภาวะฉุกเฉินสูงสุดที่ลำไส้พันกันจนทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงลำไส้ถูกบีบอัด ส่งผลให้ลำไส้เน่าตายอย่างรวดเร็ว
- ภาวะลำไส้เล็กส่วนต้นอุดตันแต่กำเนิด (Duodenal Atresia): พบได้บ่อยในทารกกลุ่มที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม ลำไส้ส่วนดูโอดีนัมตีบตันตั้งแต่กำเนิดทำให้ไม่มีทางให้อาหารผ่าน
- ภาวะลำไส้ใหญ่ส่วนปลายตีบตันหรือโรคฮิรชสปริง (Hirschsprung Disease): เกิดจากเซลล์ประสาทในผนังลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไม่เจริญ ทำให้ลำไส้ไม่สามารถบีบตัวไล่อุจจาระได้ เกิดการอุดตันและท้องป๋อง
- ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception): แม้จะพบบ่อยในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในทารกบางรายเช่นกัน
สัญญาณเตือนอันตรายและอาการร่วมที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อาการแสดงของทารกมักเริ่มต้นจากการดื่มนมได้น้อยลง งอแงผิดปกติ และตามมาด้วยอาการท้องป๋องตึงแน่นเมื่อคลำดูจะรู้สึกแน่นแข็ง อาการอาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting) จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญที่สุดคือลักษณะของอาเจียนที่มีน้ำดีปนเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองเขียว ทารกอาจมีอาการแสดงของภาวะขาดน้ำร่วมด้วย เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋ม ปัสสาวะน้อยลงหรือผ้าอ้อมไม่เปียกเป็นเวลาหลายชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โรงพยาบาล
เมื่อทารกถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการดังกล่าว ทีมกุมารแพทย์และศัลยแพทย์เด็กจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนเพื่อค้นหาจุดที่อุดตันและประเมินความเสียหายของเนื้อเยื่อลำไส้ การซักประวัติเวลาที่เริ่มอาเจียน ลักษณะของอาเจียน และประวัติการถ่ายขี้เทาครั้งแรกในทารกแรกเกิดมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยา
- การถ่ายภาพรังสีส่วนช่องท้อง (Abdominal X-ray): เพื่อดูระดับการอุดตันของลมและน้ำในลำไส้ ซึ่งมักพบลักษณะเฉพาะเช่น Double Bubble Sign ในภาวะลำไส้เล็กส่วนต้นอุดตัน
- การทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): ช่วยประเมินการไหลเวียนเลือดของลำไส้และการบิดตัวของหลอดเลือดในช่องท้อง
- การตรวจเลือด (Blood Tests): เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย
- การสวนแป้งหรือสารทึบรังสี (Contrast Enema or Upper GI Series): ในบางกรณีที่แพทย์ต้องการความชัดเจนของตำแหน่งการอุดตัน
วิธีดูแลรักษาและการผ่าตัดฉุกเฉิน
การรักษาภาวะลำไส้อุดตันร่วมกับอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียวส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน โดยก่อนผ่าตัดแพทย์จะทำการใส่สายยางผ่านทางจมูกลงสู่กระเพาะอาหารเพื่อระบายน้ำย่อยและลดแรงดันในทางเดินอาหาร พร้อมทั้งให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนทางหลอดเลือดดำเพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและป้องกันการเกิดภาวะช็อก
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดที่บ้าน
เมื่อพบว่าทารกมีอาการท้องป๋องและอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว มีข้อห้ามเด็ดขาดที่ผู้ปกครองต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก
- ห้ามป้อนยาขับลม ยาแก้ท้องอืด หรือยาหยุดอาเจียนใดๆ ให้ทารกรับประทานเองเด็ดขาด
- ห้ามให้นม น้ำ หรือน้ำหวานทางปากเพิ่มเติม เนื่องจากจะยิ่งเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารและเสี่ยงต่อการสำลักเข้าปอด
- ห้ามทำการนวดท้องหรือกดทับบริเวณหน้าท้องของทารก เพราะอาจทำให้ลำไส้ที่อักเสบหรือขาดเลือดอยู่แล้วเกิดการทะลุได้
- ห้ามรอดูอาการถึงวันรุ่งขึ้นหรือรอให้พ้นช่วงเวลากลางคืนเด็ดขาด
การป้องกันและการดูแลหลังการรักษา
แม้ความผิดปกติบางอย่างเช่นภาวะลำไส้หมุนผิดปกติหรือภาวะอุดตันแต่กำเนิดจะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรงเนื่องจากเป็นความผิดบกพร่องในช่วงพัฒนาการของทารกในครรภ์ แต่การฝากครรภ์ที่มีคุณภาพและการอัลตราซาวด์ติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์สามารถช่วยให้แพทย์สูตินรีแพทย์ตรวจพบความผิดปกติบางประการได้ตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับการดูแลหลังการผ่าตัด ทารกจะได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิดจนกว่าลำไส้จะเริ่มกลับมาทำงานได้ตามปกติและสามารถรับนมได้เอง