ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

สุขภาพของเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและโรคติดต่อในวัยเด็กที่มีความรุนแรง เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคหัด (Measles) ซึ่งทั้งสองโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และชุมชนแออัด องค์การอนามัยโลก (WHO) และกุมารแพทย์ทั่วโลกต่างยืนยันตรงกันว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็ก คือเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และการเสียชีวิต

ในทารกและเด็กเล็กระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อได้รับเชื้อไวรัสเข้าไปแล้ว เชื้อโรคจะสามารถลุกลามเข้าสู่ปอด สมอง หรืออวัยวะภายในได้อย่างรวดเร็ว การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ผ่านการฉีดวัคซีนตามกำหนดจึงเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ในการปกป้องลูกน้อยและคนรอบข้าง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหัดและไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ชนิดเอและบี ซึ่งติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ไวรัสนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการอักเสบ ไข้สูง และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง

ส่วนโรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสเมลังโกลบูลิน (Measles Virus) ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่แพร่ 0รวดเร็วที่สุดในโลก ผ่านทางอากาศและการหายใจ เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กถูกกดทับชั่วคราว ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา

ตารางฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ล่าสุดสำหรับเด็ก

การบริหารวัคซีนให้ตรงตามกำหนดเวลาตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เป็นสิ่งสำคัญมากในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายจดจำและสร้างแอนติบอดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตารางวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

  • เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 9 ปี ที่รับวัคซีนครั้งแรก ควรฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์ และหลังจากนั้นฉีดกระตุ้นปีละ 1 เข็มทุกปี
  • เด็กอายุเกิน 9 ปีขึ้นไป ฉีดปีละ 1 เข็มเป็นประจำทุกปี ก่อนช่วงฤดูระบาด
  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้โดยตรง แต่สามารถป้องกันได้ผ่านการฉีดวัคซีนให้แก่หญิงตั้งครรภ์และผู้ใกล้ชิดเด็ก (Cocoon Strategy)

ตารางวัคซีนป้องกันโรคหัด (รวมคางทูม และหัดเยอรมัน หรือ MMR)

  • เข็มที่ 1: ฉีดเมื่อเด็กมีอายุครบ 9 ถึง 12 เดือน
  • เข็มที่ 2: ฉีดเมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีครึ่ง ถึง 6 ปี (หรือตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสถานพยาบาลกำหนด)
คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนทั้งสองชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง อาการข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเพียงไข้ต่ำๆ ปวดบวมบริเวณที่ฉีด ซึ่งสามารถหายได้เองภายใน 2-3 วัน การเลื่อนฉีดวัคซีนออกไปโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ จะทำให้เด็กขาดภูมิคุ้มกันในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

อาการสำคัญและระยะของโรคที่ต้องสังเกต

ในระยะแรกของการติดเชื้อ ทั้งไข้หวัดใหญ่และโรคหัดจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล และไอ แต่จะมีความรุนแรงและดำเนินโรคเร็วกว่ามาก

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ตาแดง และมีอาการไอแห้งๆ
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: สำหรับไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง สำหรับโรคหัดจะมีผื่นแดงนูนขึ้นเริ่มจากไรผมใบือและลามลงมาที่ลำตัวและแขนขา ร่วมกับจุดขาวๆ ในกระพุ้งแก้ม (Koplik spots)
  • ระยะฟื้นตัว: ไข้จะค่อยๆ ลดลง อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ 1 ถึง 2 สัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการดังกล่าวร่วมด้วย ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะเสียชีวิตหรือพิการได้

  • ไข้สูงไม่ลด: ไข้สูงเกิน 39 อาศาเซลเซียส และไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน
  • ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากและปลายนิ้วเขียวคล้ำ
  • ภาวะทางระบบประสาท: ซึมมากปลุกตื่นยาก สับสน พูดเพ้อ หรือมีอาการชักเกร็งจากไข้
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง แร้งน้ำลาย ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดเกิน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือในเด็กเล็กกระหม่อมบุ๋มลึก
  • อาการปวดรุนแรง: ปวดแน่นหน้าอก ปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนไม่หยุด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะชักจากไข้ (Febrile Seizure) หรือภาวะสมองอักเสบจากโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษาจากกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลทันที การปล่อยให้เด็กซึมหรือขาดน้ำนานเกินไปอาจทำให้ช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิต

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสโรค และตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากสงสัยโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคหัด แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสทางจมูก (Rapid Antigen Test) การตรวจเลือดดูเม็ดเลือดขาว หรือการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะแทรก้อน เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia)

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันมักเป็นการรักษาตามอาการ และอาจมีการพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (เช่น Oseltamivir) ภายใน 48 ชั่วโมงแรกของการเกิดอาการ เพื่อลดความรุนแรงของโรค ส่วนโรคหัดเป็นการรักษาตามอาการและการให้วิตามินเอเสริมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางสายตาและการติดเชื้อรุนแรง

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่บ้านอย่างถูกต้อง

สำหรับการดูแลเด็กที่มีไข้และป่วยอยู่ที่บ้าน มีข้อปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ดังนี้

  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามลำตัว หน้าผาก และซอกพับ เพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด
  • การให้ยาลดไข้: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว (10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้)
  • การชดเชยน้ำ: ให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมแม่/น้ำสะอาดบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • อาหารที่เหมาะสม: จัดเตรียมอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก ที่มีสารอาหารครบถ้วน
ข้อควรระวังสำคัญ: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่สงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Reye syndrome) ที่ทำลายตับและสมองอย่างรุนแรง และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองเนื่องจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และหัดเกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาได้

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

นอกจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดแล้ว การสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญ:

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนแออัดในช่วงที่มีการระบาด
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในพื้นที่เสี่ยงหรือสัมผัสผู้ป่วยที่มีอาการไอจาม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

พ่อแม่สามารถนำเช็คลิสต์ปฏิบัติตัวนี้ไปใช้ดูแลลูกน้อยได้ทันที:

  • ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพและพาเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดไม่ให้ขาด
  • สังเกตอาการไข้และระบบทางเดินหายใจของลูกอย่างใกล้ชิดทุกวัน
  • เตรียมยาลดไข้พาราเซตามอลให้ถูกขนาดตามน้ำหนักตัว และหลีกเลี่ยงยาต้องห้าม
  • >
  • หากพบสัญญาณเตือนอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึม หรือไข้สูงไม่ลดเกิน 3 วัน รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down