ทำไมต้องการจัดการแผลสดและอันตรายจากแบคทีเรีย
อุบัติเหตุและบาดแผลสดเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นแผลถลอกจากการล้ม แผลมีดบาด แผลจากของมีคม หรือแผลถูกสัตว์กัด การปฐมพยาบาลและการล้างแผลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มมีความสำคัญอย่างยิ่งยิ่งยวดในการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย และที่น่ากลัวที่สุดคือเชื้อโรคบาดทะยัก (Tetanus) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่มีอันตรายถึงชีวิต หากละเลยการดูแลที่ถูกวิธี เชื้อโรคเหล่านี้อาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและระบบประสาท จนกลายเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากการติดเชื้อในแผลสด
เมื่อผิวหนังและเนื้อเยื่อฉีกขาด เกิดเป็นแผลสด ร่างกายจะสูญเสียเกราะป้องกันตามธรรมชาติ ทำให้เชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ฝุ่นละออง ดิน สนิม หรือน้ำลายสัตว์ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย แบคทีเรียกลุ่มที่พบบ่อยได้แก่ สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และ สไตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ เป็นหนอง และเนื้อเยื่อเน่าเปื่อย
ในส่วนของเชื้อบาดทะยัก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า คลอสตริเดียม เททานี (Clostridium tetani) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจน สปอร์ของเชื้อนี้มักพบได้ทั่วไปในดิน มูลสัตว์ และสิ่งสกปรก เมื่อสปอร์เข้าสู่แผลลึกหรือแผลที่ขาดออกซิเจน มันจะเจริญเติบโตและผลิตสารพิษ (Toxin) ออกมาทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายหรืองเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
อาการสำคัญและระยะของการติดเชื้อที่แผล
อาการจากการติดเชื้อในแผลสดสามารถแบ่งออกเป็นระยะตามความรุนแรง ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น (ระยะเวลาหนึ่งถึงสามวันหลังเกิดแผล): จะพบอาการปวด บวม แดง และร้อนบริเวณขอบแผล มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไปอาจเริ่มมีหนอง
- ระยะลุกลาม: อาการปวดและบวมแดงกระจายวงกว้างขึ้น มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตและเจ็บ
- ระยะแสดงอาการของโรคบาดทะยัก (หากได้รับเชื้อ): มักแสดงอาการหลังได้รับบาดแผลเจ็ดถึงสิบสี่วัน เริ่มจากอาการตึงที่กล้ามเนื้อกราม (Lockjaw) กลืนอาหารลำบาก คอแข็ง กล้ามเนื้อหลังเกร็งแอ่น และมีอาการชักเกร็งเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงหรือเสียง
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
- แผลมีขนาดใหญ่ ลึก หรือกว้างมากจนเนื้อเยื่อปริแยกออกจากกัน
- แผลเกิดจากวัตถุมีคมสกปรก สนิม กัดโดยสัตว์ หรือตะปูตำลึก
- มีอาการไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย
- มีหนองไหลออกมาจากแผล มีกลิ่นเหม็น หรือเนื้อเยื่อรอบแผลเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำหรือเขียว
- อาการปวดแผลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะรับประทานยาแก้ปวดแล้วก็ตาม
- มีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง แข็งตึงบริเวณกราม หรือมีอาการชักกระตุก
วิธีล้างแผลสดที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การล้างแผลสดให้สะอาดปลอดภัยมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อลดจำนวนเชื้อโรคและป้องกันเนื้อเยื่อถูกทำลายเพิ่มเติม
- ล้างมือให้สะอาด: ก่อนสัมผัสแผลทุกครั้ง ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือสวมถุงมือแพทย์เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเข้าสู่แผล
- ห้ามเลือด (ถ้ามี): หากแผลมีเลือดออกมาก ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดหรือผ้าสะอาดกดนิ่งไว้ที่แผลประมาณห้าถึงสิบนาทีจนกว่าเลือดจะหยุดไหล
- ทำความสะอาดแผล: ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) ล้างชะล้างสิ่งสกปรกและเลือดที่แห้งกรังออกเบาๆ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ล้างแผลสดโดยตรง เนื่องจากจะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่กำลังสร้างขึ้นใหม่และทำให้แผลหายช้าลง
- ฟอกสบู่รอบแผล: สามารถใช้สบู่อ่อนๆ ฟอกทำความสะอาดผิวหนังรอบๆ แผลได้ แต่ไม่ควรให้สบู่เข้าสู่เนื้อเยื่อภายในแผลโดยตรง
- ซับให้แห้งและปิดแผล: ใช้ผ้าก๊อซปราศจากเชื้อซับรอบแผลให้แห้งสนิท ทายาฆ่าเชื้อตามคำแนะนำของแพทย์หากจำเป็น แล้วปิดทับด้วยผ้าก๊อซสะอาดหรือพลาสเตอร์กันน้ำเพื่อป้องกันฝุ่นละออง
วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผลสด
การดูแลรักษาที่บ้านนอกจากการล้างแผลอย่างถูกวิธีแล้ว ยังต้องสังเกตอาการอักเสบอย่างใกล้ชิด ควรเปลี่ยนผ้าพันแผลวันละหนึ่งครั้งหรือเปลี่ยนทันทีหากเปียกชื้นหรือเปื้อนสิ่งสกปรก หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำในช่วงแรกเพื่อให้แผลแห้งและสมานตัวได้ดีขึ้น
สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อเกิดแผลสด
- ห้ามใช้ยาสสีฟัน พริกป่น สมุนไพรพอก หรือผงยาปฏิชีวนะโรยแผลสดเด็ดขาด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงขึ้น
- ห้ามแคะแกะเกาแผล หรือพยายามใช้มือบีบหนองออกเอง
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานรับประทานเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อบาดทะยักและแบคทีเรียเริ่มต้นด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ระมัดระวังในการทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และที่สำคัญที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักให้ครบตามกำหนดทุกสิบปี รวมถึงการรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการฉีดเซรุ่มและวัคซีนกระตุ้นทันทีเมื่อได้รับบาดแผลเสี่ยง