ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกยังไม่ได้รับวัคซีนครบแต่โดนของมีคมบาด ความเสี่ยงวิกฤตที่พ่อแม่ต้องตระหนัก

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นแล้วสะดุดล้มจนโดนเศษแก้วบาด ตะปูตำเท้า หรือถูกโลหะมีคมบาดจากของเล่นและสิ่งของรอบตัว สำหรับเด็กที่ได้รับวัคซีนพื้นฐานครบถ้วนตามช่วงอายุ ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะช่วยป้องกันโรคอันตรายจากแบคทีเรียบางชนิดได้ในระดับหนึ่ง แต่หากลูกยังไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วนตามเกณฑ์ โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ (Diphtheria, Tetanus, and Pertussis Vaccine) หรือวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในกรณีที่โดนสัตว์หรือวัตถุปนเปื้อนทำร้าย เหตุการณ์ของมีคมบาดจะกลายเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ทันทีที่พ่อแม่จะนิ่งนอนใจไม่ได้

สาเหตุและกลไกการเกิดอันตรายจากของมีคมบาด

เมื่อผิวหนังของเด็กฉีกขาดจากของมีคม เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่ปนเปื้อนมากับวัตถุนั้นสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้โดยง่าย โดยเฉพาะวัตถุที่เก่า สนิมขึ้น หรือปนเปื้อนดินและมูลสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสปอร์แบคทีเรียคลอสตริเดียม เททานี (Clostridium tetani) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบาดยักษ์ (Tetanus) เชื้อชนิดนี้สามารถสร้างสารพิษ (Toxin) ที่ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง หายใจไม่ออก และอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นที่ทำให้เกิดแผลติดเชื้อลุกลาม แผลเน่าเปื่อย หรือเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ได้อย่างรวดเร็วในเด็กที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคที่ต้องเฝ้าระวัง

การแสดงอาการหลังจากโดนของมีคมบาดในเด็กที่รับวัคซีนไม่ครบ สามารถแบ่งออกเป็นระยะตามความรุนแรงและการลุกลามของเชื้อโรค ดังนี้

อาการในระยะแรก (ช่วงสองสัปดาห์แรกหลังบาดแผลเกิด)

ในระยะแรกเริ่ม บริเวณแผลจะมีอาการบวม แดง ร้อน และเจ็บปวด หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไปจะมีหนองไหลออกมาจากแผล เด็กอาจมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย แต่หากเป็นเชื้อบาดยักษ์ ระยะฟักตัวอาจสั้นหรือยาวแตกต่างกันไปตั้งแต่สามวันจนถึงหลายสัปดาห์ โดยเด็กจะเริ่มแสดงอาการกล้ามเนื้อตึงบริเวณกรามและคอ

อาการเด่นชัดและระยะลุกลาม

เมื่อสารพิษจากแบคทีเรียเริ่มกระจายเข้าสู่ระบบประสาท เด็กจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อกรามจะแข็งจนอ้าปากไม่ได้ (Lockjaw) กลืนอาหารหรือนมไม่ได้ มีอาการยิ้มแย้มแบบฝืนเกร็งจากกล้ามเนื้อใบหน้าตึงตัว (Risus sardonicus) และอาจมีอาการชักเกร็งอย่างรุนแรงเมื่อมีเสียงดังหรือแสงจ้ามากระตุ้น หายใจลำบากเพราะกล้ามเนื้อหน้าอกและกระบังลมเกร็งตัว

ข้อควรระวังทางการแพทย์: เด็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบจะไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านพิษบาดยักษ์ได้ หากมีแผลลึกหรือแผลเปื้อนสิ่งสกปรก แม้แผลจะดูภายนอกมีขนาดเล็ก ก็ห้ามชะล่าใจรอให้เกิดอาการทางระบบประสาทเด็ดขาด เพราะเมื่อแสดงอาการแล้วอัตราการเสียชีวิตจะสูงมาก

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากเด็กยังไม่ได้รับวัคซีนครบและมีประวัติโดนของมีคมบาด พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณเตือนวิกฤตเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด:

  • มีไข้สูงร่วมกับแผลบวม แดง ร้อน ลุกลามอย่างรวดเร็ว หรือมีหนองไหลจากแผลลึก
  • เด็กเริ่มมีอาการกรามแข็ง อ้าปากได้น้อยลง หรือเคี้ยวและกลืนลำบาก
  • มีอาการกล้ามเนื้อกระตุก เกร็งตัวเป็นระยะ หรือสะดุ้งผวาผิดปกติเมื่อสัมผัสหรือมีเสียงดัง
  • เด็กซึมลง ไม่ยอมดื่มนม ไม่ยอมรับประทานอาหาร ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่, ปัสสาวะออกเลยซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำหรือช็อก
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีอาการอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีอาการคอแข็ง หลังแอ่น หรือมีภาวะชักเกร็งทั้งตัว

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์และศัลยแพทย์จะดำเนินการประเมินและรักษาอย่างเร่งด่วนตามขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์

การตรวจวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับประวัติการได้รับวัคซีนของเด็ก วันเวลาและลักษณะของวัตถุที่ใช้บาดแผล ตรวจร่างกายเพื่อประเมินความลึก ขนาด และความสะอาดของบาดแผล พร้อมทั้งตรวจดูสัญญาณชีพและระบบประสาท หากจำเป็นอาจมีการตรวจเลือดเพื่อดูค่าการอักเสบและการทำงานของอวัยวะภายใน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาในเด็กที่รับวัคซีนไม่ครบและโดนของมีคมบาดมีความซับซ้อนและต้องดำเนินการโดยแพทย์เท่านั้น ประกอบด้วย:

  • การทำความสะอาดแผลและการผ่าตัดตกแต่งแผล (Wound Debridement): แพทย์จะทำการล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เอาสิ่งสกปรกและเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย
  • การฉีดวัคซีนป้องกันบาดยักษ์กระตุ้น (Tetanus Toxoid): แพทย์จะพิจารณาให้วัคซีนตามประวัติการรับวัคซีนเดิมของเด็ก
  • การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Tetanus Immune Globulin - TIG): ในกรณีที่เด็กได้รับวัคซีนไม่ครบหรือประวัติไม่แน่ชัด และแผลมีความเสี่ยงสูง แพทย์จะฉีดอิมมูโนโกลบูลินเพื่อให้ภูมิคุ้มกันพร้อมใช้งานทันทีในการต่อต้านพิษบาดยักษ์
  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): เพื่อป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณบาดแผล
  • การรักษาตามอาการ: เช่น การให้ยาลดไข้ ยาคลายกล้ามเนื้อ และการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กไม่สามารถรับประทานทางปากได้
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากลูกโดนของมีคมบาด สิ่งแรกที่ควรทำคือล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่เบาๆ ใช้ผ้าสะอาดกดห้ามเลือด และรีบพาไปสถานพยาบาลทันทีเพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนบาดยักษ์และอิมมูโนโกลบูลิน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในระหว่างรอพบแพทย์หรือขณะทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามที่เคร่งครัดดังนี้:

  • ห้ามใช้สมุนไพร พอกยาหม้อ ยาสุนไพร หรือโรยผงยาแปลกปลอมลงบนบาดแผลเด็ดขาด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อบาดยักษ์ลุกลามมากขึ้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฉีดใดๆ มาให้เด็กรับประทานเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ให้คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเล็กเด็ดขาด

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการพาบุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมถึงวัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ และวัคซีนกระตุ้นตามช่วงอายุที่แพทย์แนะนำ นอกจากนี้ควรระมัดระวังสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและบริเวณที่เด็กเล่น เก็บของมีคม เศษแก้ว ตะปู หรือเครื่องมือช่างให้อยู่ในที่มิดชิด ปลอดภัย และสอนให้เด็กเข้าใจถึงอันตรายจากวัตถุมีคม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของเด็กให้แน่ชัดว่าเป็นปัจจุบันหรือไม่
  • เมื่อโดนของมีคมบาด ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ ปิดแผลด้วยผ้าสะอาด
  • ประเมินความลึกของแผลและสังเกตสัญญาณอันตราย เช่น อาการกรามแข็ง ซึม หรือไข้สูง
  • รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการประเมินจากแพทย์และรับวัคซีนป้องกันบาดยักษ์หรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปตามความเหมาะสม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down