ไขข้อข้องใจเรื่องการรับภูมิคุ้มกันพร้อมกันสองชนิดในยุคปัจจุบัน
ในยุคที่โรคติดเชื้อทางเดินหายใจยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง การป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนถือเป็นเกราะคุ้มครองชีวิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คำถามที่พบบ่อยจากผู้ป่วยและผู้ปกครองคือเราสามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมวัคซีนโควิดในคราวเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบทางการแพทย์จากองค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคยืนยันตรงกันว่า สามารถฉีดพร้อมกันได้ในวันเดียว โดยฉีดบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขนคนละข้าง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้รับบริการต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหลังการได้รับวัคซีนคืออาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และต้องแยกแยะให้ออกระหว่างอาการไข้ปวดเมื่อยทั่วไปหลังฉีดวัคซีนกับอาการแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อหรือโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ
ทำไมต้องการป้องกันโรคและการเตรียมความพร้อมของร่างกาย
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 Vaccine) มีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดความรุนแรงของโรค การนอนโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และหญิงตั้งครรภ์ การได้รับวัคซีนทั้งสองชนิดนี้ไม่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานหนักเกินไปแต่อย่างใด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มีความสามารถในการสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อโรคจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน
อาการข้างเคียงปกติเทียบกับอาการผิดปกติที่ต้องระวัง
หลังการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิดพร้อมกัน ผู้รับบริการอาจมีอาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป เช่น มีไข้ต่ำ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเองภายในสองถึงสามวันโดยไม่ต้องใช้ยาเฉพาะเจาะจง นอกจากการประคบเย็นและการรับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ แต่หากมีอาการที่รุนแรงกว่านั้น ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินความเร่งด่วนในการพบแพทย์ทันที
สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีไข้สูงร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนหรือไม่ก็ตาม หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ต่อไปนี้ ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน:
- ไข้สูงมากกว่าสามสิบเก้าองศาเซลเซียสติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะเช็ดตัวและรับประทานยาลดไข้แล้วก็ตาม
- อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
- ภาวะซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือในเด็กเล็กมีอาการงอแงผิดปกติ ไม่ยอมดูดนมหรือรับประทานอาหารเลย
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือเป็นสีเข้มจัด
- อาการชักเกร็ง โดยเฉพาะการชักจากไข้สูงในเด็กเล็กที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการวิกฤต แพทย์จะดำเนินการตรวจประเมินอย่างละเอียด เริ่มจากการซักประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ การตรวจร่างกายฟังเสียงปอดและหัวใจ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเช่นการหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโควิดด้วยวิธีแยงจมูก (Swab Test) การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและการอักเสบ รวมถึงการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ การรักษาจะดําเนินการตามความรุนแรงของโรค เช่น การให้ออกซิเจนเสริม การให้ยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่มีภาวะขาดน้ำ
การดูแลรักษาเบื้องต้นและการป้องกันที่ถูกต้อง
การดูแลผู้ป่วยที่บ้านในระยะที่อาการยังไม่รุนแรงควรยึดหลักการแพทย์ที่ปลอดภัย ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไข้หวัดใหญ่ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ การใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวให้ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเนื่องจากการติดเชื้อส่วนใหญ่ในระยะแรกเกิดจากไวรัส การดื่มน้ำเกลือแร่และการรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่ายจะช่วยฟื้นฟูร่างกายได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งควรสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่คนในครอบครัว