ลูกมีจุดเลือดออกตามตัว อาการน่ากลัวที่พ่อแม่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด
ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลใจและมักจะพบได้บ่อยในห้องฉุกเฉินคือ การที่พ่อแม่พาเด็กๆ มาพบแพทย์ด้วยอาการมีจุดสีแดงเล็กๆ ขึ้นตามผิวหนังของลูก หลายครอบครัวมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงผื่นแพ้ ผื่นจากความร้อน หรือรอยแมลงสัตว์กัดต่อยทั่วไป แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการจุดเลือดออกตามตัวถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่อาจซ่อนโรคอันตรายร้ายแรงไว้เบื้องหลัง เช่น โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์รุนแรง โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) ภาวะเกล็ดเลือดต่ำอิมมูน (Immune Thrombocytopenia - ITP) หรือแม้แต่การติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง (Sepsis) ซึ่งหากวินิจฉัยและรักษาไม่ทันท่วงที อาจเกิดภาวะช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
กลไกการเกิดจุดเลือดออกตามตัวและสาเหตุสำคัญในเด็ก
จุดเลือดออกตามตัว หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า เพทิเชีย (Petechiae) เกิดจากการรั่วไหลของเม็ดเลือดแดงออกจากผนังหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนัง มีลักษณะเป็นจุดสีแดงเข้ม สีม่วง หรือสีน้ำตาลขนาดเล็กเท่าปลายเข็มหมุดหรือเม็ดทราย เมื่อใช้นิ้วกดลงไปบนผิวหนังบริเวณที่มีจุดนั้น สีของจุดจะไม่จางหายไปหรือจางลงเหมือนผื่นแพ้ทั่วไป (Non-blanching rash) ซึ่งความผิดปกตินี้มักเกิดจากสามสาเหตุหลัก ได้แก่ ความผิดปกติของเกล็ดเลือดซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว หลอดเลือดมีความเปราะบางสูงจากการอักเสบ หรือความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย
สาเหตุหลักที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่ การติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้เลือดออกซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ในประเทศไทย ไข้ออกผื่นบางชนิด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายเกล็ดเลือดตัวเอง (ITP) ซึ่งมักพบตามหลังการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดโดยไม่ปรึกษาแพทย์
สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
เมื่อพบว่าลูกมีจุดเลือดออกตามตัว ร่วมกับอาการอื่นๆ ดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนขั้นวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้ที่สุดทันที:
- มีไข้สูงร่วมกับจุดเลือดออก: โดยเฉพาะไข้สูงลอยเกินสามวัน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของโรคไข้เลือดออกในระยะวิกฤตที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะช็อก
- มีเลือดออกบริเวณอื่นร่วมด้วย: เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท
- อาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา ไม่สนใจสิ่งรอบตัว หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ริมฝีปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานเกินหกชั่วโมง
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง: มีลักษณะอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างใกล้ชิด การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญที่สุดคือ การเจาะเลือดเพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) เพื่อดูระดับของเกล็ดเลือด (Platelet count) และความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ซึ่งจะช่วยบ่งบอกความรุนแรงของโรคและภาวะการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด นอกจากนี้อาจมีการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสเฉพาะโรค หรือการเอกซเรย์ปอดตามดุลพินิจของแพทย์
สำหรับการรักษา จะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบเป็นหลัก หากเป็นการติดเชื้อไวรัสทั่วไป แพทย์จะให้การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในกรณีที่มีภาวะขาดน้ำหรือเสี่ยงต่อภาวะช็อก การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง พร้อมทั้งเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล แต่หากตรวจพบว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรง เช่น ไข้เลือดออกระยะวิกฤต หรือโรคเกล็ดเลือดต่ำรุนแรง เด็กจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) อย่างใกล้ชิด
การดูแลเบื้องต้นที่บ้านและการป้องกัน
ในระหว่างที่รอการวินิจฉัยหรือสังเกตอาการตามคำแนะนำของแพทย์ สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติมีดังนี้:
- เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดไข้ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัด
- ให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- สังเกตลักษณะและจำนวนของจุดเลือดออกอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจใช้ปากกาขอบเขตวงกลมรอบจุดเลือดออกไว้เพื่อดูว่ามีการลุกลามเพิ่มขึ้นหรือไม่
- บันทึกอุณหภูมิร่างกายและปริมาณปัสสาวะของลูกอย่างต่อเนื่อง