สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่และความสำคัญทางการแพทย์
ในช่วงฤดูกาลระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) กลับมาแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายและรวดเร็วในชุมชน โรงเรียน และที่ทำงาน ส่งผลให้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองมักมองว่าอาการป่วยเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา จึงปล่อยให้ผู้ป่วยพักผ่อนอยู่ที่บ้านจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะวิกฤต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ทารก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
กลุ่มบุคคลเหล่านี้หากได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดอาการรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ได้แก่
- ทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่
- ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย
- หญิงตั้งครรภ์ในทุกไตรมาส เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและระบบภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนระดับรุนแรง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไข้หวัดใหญ่
โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอน (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลัก ได้แก่ เอ บี และซี โดยสายพันธุ์เอและบีเป็นสาเหตุหลักของการระบาดตามฤดูกาล เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารเสมหะของผู้ติดเชื้อ แล้วนำมาสัมผัสบริเวณจมูก ตา หรือปาก เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไป Pathophysiology หรือกระบวนการทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนปลาย ทำให้เกิดการอักเสบ เนื้อเยื่อบวม มีเสมหะมาก และทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรงจนเกิดไข้สูงและอาการปวดเมื่อยตามตัว
อาการสำคัญและการดำเนินของโรค
การแสดงออกของโรคไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยแบ่งระยะอาการออกเป็น
- ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงอย่างฉับพลัน (38 ถึง 40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก ไอแห้งๆ เจ็บคอ และมีน้ำใสๆ
- ระยะอาการเด่นชัด: ไข้ยังคงสูงต่อเนื่อง อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็ก
- ระยะฟื้นตัว: หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่อาการอ่อนเพลียและอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นาน 1 ถึง 2 สัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส และไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวร่วมกับการรับประทานยาลดไข้ติดต่อกันเกิน 3 วัน
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ หรือมีอาการตัวเขียว
- ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น สับสน หรือในเด็กอาจมีอาการร้องกวนงอแงผิดปกติไม่ยอมหยุด
- มีอาการชักจากไข้สูง หรือเกร็งกระตุก
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง แตก ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือไอมีเสมหะปนเลือด
อาการแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องระวัง
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจลุกลามและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง (Severe Pneumonia) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด สมองอักเสบ หรือภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินอาการทางคลินิก และอาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันโรค เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ด้วยชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น (Rapid Influenza Diagnostic Test) ผ่านการแยงสำลีบริเวณโพรงจมูก (Swab) รวมถึงการตรวจเลือด เอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ตามความจำเป็น
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่แบ่งเป็นการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค (Antiviral Drugs) เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอาการรุนแรง โดยควรเริ่มทานภายใน 48 ชั่วโมงแรกเริ่มป่วยเพื่อให้ยาออกฤทธิ์สูงสุด สำหรับการดูแลที่บ้าน มีแนวทางดังนี้
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดเด็ดขาด
- การดื่มน้ำ: ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำเปล่าสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การรับประทานอาหาร: เลือกรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มโจ๊ก โจ๊กปั่น หรือซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
สำหรับการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวให้ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนหรือยาลดไข้ในกลุ่ม NSAIDs หากยังไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยติดเชื้อไข้เลือดออกหรือไม่ เพื่อป้องกันเลือดออกในทางเดินอาหาร
วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี (ปีละ 1 ครั้ง) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาล นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ