ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

"หมอคะ ลูกเพิ่งหายจากไข้ดำแดงเมื่อสองเดือนก่อน ทำไมตอนนี้กลับมามีไข้สูง เจ็บคอ และมีผื่นสากเหมือนกระดาษทรายขึ้นตามตัวอีกแล้ว" นี่คือคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักจะถามด้วยความกังวลใจเมื่อพาลูกน้อยมาตรวจซ้ำที่คลินิก หลายคนเข้าใจว่าโรคไข้ดำแดง (Scarlet Fever) เป็นโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่เด็กจะเกิดภาวะ ไข้ดำแดงเป็นซ้ำ นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ และไม่ใช่เรื่องที่แปลกหากเข้าใจการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้

กลไกภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสายพันธุ์เชื้อและสารพิษที่หลากหลาย

โรคไข้ดำแดงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเอสเตรปโตคอคคัส (Group A Streptococcus หรือ Streptococcus pyogenes) ความโดดเด่นของเชื้อชนิดนี้คือ ความสามารถในการผลิตสารพิษที่เรียกว่า Erythrogenic Toxins (หรือ Streptococcal Pyrogenic Exotoxins) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดผื่นแดงสากและลิ้นมีลักษณะแดงจัดเหมือนผลสตรอว์เบอร์รี (Strawberry tongue)

สารพิษที่เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สร้างขึ้นไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่มีหลากหลายสายพันธุ์ย่อย เช่น สารพิษชนิด A, B, C และอื่นๆ เมื่อเด็กติดเชื้อสายพันธุ์ที่สร้างสารพิษชนิด A ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อสารพิษชนิด A เท่านั้น หากในอนาคตได้รับเชื้อแบคทีเรียตัวเดิมแต่เป็นสายพันธุ์ที่สร้างสารพิษชนิด B หรือ C ร่างกายที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อสารพิษชนิดใหม่นี้ ก็จะแสดงอาการของโรคไข้ดำแดงขึ้นมาอีกครั้ง นี่คือเหตุผลหลักที่อธิบายว่าทำไมอาการไข้ดำแดงจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

โอกาสในการกลับมาเป็นโรคไข้ดำแดงซ้ำเป็นครั้งที่สองหรือสามในชีวิต

แม้ว่าการกลับมาเป็นโรคไข้ดำแดงซ้ำจะไม่ใช่เรื่องที่พบได้บ่อยมากในผู้ใหญ่ แต่สำหรับในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะช่วงอายุ 5 ถึง 15 ปี มีโอกาสสูงที่จะพบการติดเชื้อซ้ำเป็นครั้งที่สองหรือสามได้ การที่เด็กบางคนมีอาการ ไข้ดำแดงเป็นซ้ำ ไม่ได้หมายความว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องเสมอไป แต่อาจเกิดจากการได้รับเชื้อสายพันธุ์ที่ผลิตสารพิษต่างชนิดกัน

นอกจากนี้ การได้รับยาปฏิชีวนะเร็วเกินไปตั้งแต่เริ่มมีอาการ แม้จะเป็นสิ่งที่ดีในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไข้รูมาติก แต่ในบางกรณีอาจทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารพิษนั้นๆ ได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ไม่มีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดิมในอนาคตได้

ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กบางคนมีโอกาสติดเชื้อซ้ำบ่อยกว่าปกติ

นอกเหนือจากความหลากหลายของสายพันธุ์เชื้อแบคทีเรียแล้ว ยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่ทำให้เด็กบางคนมีความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำมากกว่าคนอื่น:

  • ภาวะพาหะของเชื้อ (Carrier State): เด็กบางคนอาจมีเชื้อ Group A Streptococcus อาศัยอยู่ในลำคอโดยไม่แสดงอาการ เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นร่วมด้วย เชื้อนี้อาจแบ่งตัวเพิ่มขึ้นและกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบขึ้นมาใหม่
  • การรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ครบกำหนด: เมื่อเด็กเริ่มมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับยาปฏิชีวนะไป 2-3 วัน คุณพ่อคุณแม่อาจหยุดยาเองเพราะคิดว่าหายดีแล้ว การหยุดยาก่อนกำหนดทำให้เชื้อแบคทีเรียยังไม่ถูกกำจัดอย่างหมดจด ส่งผลให้เชื้อกลับมาเจริญเติบโตและก่อโรคซ้ำได้อีกในเวลาอันสั้น
  • สัมผัสใกล้ชิดในสภาพแวดล้อมที่แออัด: เด็กที่เรียนในห้องเรียนที่ไม่มีการระบายอากาศที่ดี หรืออยู่ในสถานที่รับเลี้ยงเด็กที่มีการระบาดของโรค จะมีโอกาสสัมผัสเชื้อซ้ำๆ ตลอดเวลา

แนวทางการป้องกันการรับเชื้อซ้ำเดิมจากสมาชิกในบ้านและโรงเรียน

การป้องกันไม่ให้เกิดวงจรการติดเชื้อซ้ำซากภายในครอบครัวหรือในชั้นเรียน จำเป็นต้องอาศัยแนวทางปฏิบัติที่เคร่งครัด ดังนี้:

การรักษาไข้ดำแดงที่ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การทานยาให้หาย แต่คือการป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนรอบข้างและย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองอีกครั้ง
  • เปลี่ยนของใช้ส่วนตัวทันทีหลังเริ่มการรักษา: แปรงสีฟันคือแหล่งสะสมเชื้อที่สำคัญ ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่ให้เด็กหลังจากทานยาปฏิชีวนะไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กได้รับเชื้อกลับเข้าไปใหม่จากแปรงสีฟันอันเดิม
  • ดูแลให้สมาชิกร่วมบ้านที่มีอาการได้รับการตรวจรักษา: บ่อยครั้งที่เด็กหายป่วยแล้วแต่กลับมาเป็นซ้ำเพราะติดเชื้อจากสมาชิกในครอบครัวที่เป็นพาหะ หากมีคนในบ้านมีอาการเจ็บคอหรือมีไข้ ควรได้รับการตรวจคอเพื่อหาเชื้อและรับการรักษาพร้อมกัน
  • ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด: สอนให้เด็กๆ ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ จาน ชาม หรือช้อนส้อมร่วมกับผู้อื่น
  • การแยกตัวอย่างเหมาะสม: เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้ดำแดงควรงดไปโรงเรียนและแยกตัวจากเด็กคนอื่นอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากเริ่มได้รับยาปฏิชีวนะโดสแรก เพื่อมั่นใจว่าระยะแพร่กระจายของเชื้อได้สิ้นสุดลงแล้ว

การเข้าใจธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันและการป้องกันอย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัย และก้าวผ่านช่วงเวลาของการเจ็บป่วยนี้ไปได้อย่างมั่นใจโดยปราศจากความกังวลเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down