ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แนวทางการดูแลรักษาผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า: การประเมินบาดแผลและการให้ภูมิคุ้มกันตามเกณฑ์มาตรฐาน

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงถึงชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสู่คนผ่านการกัด ข่วน หรือการสัมผัสกับน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ การดูแลรักษาผู้สัมผัสโรคอย่างทันท่วงทีและถูกต้องตามหลักวิชาการจึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการเกิดโรค บทความนี้มุ่งเน้นการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโรค ครอบคลุมการประเมินบาดแผล การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การให้วัคซีน และการบริหารอิมมูโนโกลบูลินต้านพิษสุนัขบ้า เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

1. การจำแนกประเภทความรุนแรงของบาดแผลที่สัมผัสโรคตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก

การประเมินและจำแนกประเภทความรุนแรงของบาดแผลที่สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาและป้องกันที่เหมาะสม โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แบ่งการสัมผัสโรคออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้:

  • Category I: การสัมผัสที่ไม่มีแผล (No Exposure)
    • การสัมผัสหรือการเลียผิวหนังที่ปกติไม่เป็นแผล
    • การให้อาหารสัตว์ หรือการถูกเลียโดยไม่มีรอยถลอกหรือบาดแผล
    • แนวทางการรักษา: โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้ภูมิคุ้มกันหลังสัมผัสโรค (Post-Exposure Prophylaxis, PEP) แต่ควรล้างทำความสะอาดบริเวณที่สัมผัส และเฝ้าระวังสัตว์ที่สัมผัส
  • Category II: การสัมผัสที่มีแผลถลอกตื้นๆ หรือรอยขีดข่วน (Minor Exposure)
    • การถูกข่วนโดยไม่มีเลือดออก หรือมีเลือดออกซึมเล็กน้อย
    • การถูกงับหรือกัดเบาๆ บริเวณผิวหนังที่มีรอยถลอก รอยขีดข่วนเล็กน้อย ไม่ใช่บาดแผลลึก หรือการเลียผิวหนังที่มีรอยถลอก
    • แนวทางการรักษา: ต้องล้างทำความสะอาดบาดแผลทันที และพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  • Category III: การสัมผัสที่มีแผลเปิด, แผลลึก, การถูกเลียบริเวณเยื่อบุ หรือการสัมผัสค้างคาว (Severe Exposure)
    • การถูกกัดตั้งแต่หนึ่งแผลขึ้นไป โดยเฉพาะแผลที่ลึกหรือฉีกขาด
    • การถูกข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน
    • การถูกเลียบริเวณเยื่อบุ เช่น ตา จมูก ปาก หรืออวัยวะเพศ
    • การสัมผัสกับค้างคาว โดยไม่มีการป้องกัน (แม้ไม่มีแผลที่ชัดเจน)
    • แนวทางการรักษา: ต้องล้างทำความสะอาดบาดแผลทันที ให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และให้อิมมูโนโกลบูลินต้านพิษสุนัขบ้า (Rabies Immunoglobulin, RIG)

การจำแนกประเภทนี้ช่วยให้แพทย์สามารถตัดสินใจแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันหลังสัมผัสโรค (PEP) ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย

2. ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการล้างทำความสะอาดบาดแผลทันที

หลังจากสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุดคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการล้างทำความสะอาดบาดแผล ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดจำนวนไวรัสบริเวณบาดแผล และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • ล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ปริมาณมาก: ทันทีที่ถูกกัดหรือข่วน ควรรีบล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านและสบู่ (เช่น สบู่ธรรมดา ผงซักฟอก หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ) เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที หากไม่มีสบู่ ให้ใช้น้ำสะอาดล้างให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • เทคนิคการล้าง: ควรใช้นิ้วถูบาดแผลเบาๆ ขณะล้าง เพื่อช่วยชะล้างไวรัสและน้ำลายสัตว์ออกไปจากบาดแผล
  • วัตถุประสงค์: การล้างด้วยน้ำและสบู่จะช่วยชะล้างเชื้อไวรัสออกจากบาดแผล และสบู่มีคุณสมบัติในการทำลายเยื่อหุ้มไขมันของไวรัส ซึ่งจะช่วยทำลายเชื้อไวรัสได้บางส่วน
  • การใช้สารฆ่าเชื้อ: หลังจากการล้างด้วยน้ำและสบู่ ควรเช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือแอลกอฮอล์ 70% เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจหลงเหลืออยู่
การล้างทำความสะอาดบาดแผลอย่างถูกวิธีและทันท่วงที เป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรทำก่อนการเดินทางไปสถานพยาบาล

3. แนวทางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโรค (PEP)

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโรค (Post-Exposure Prophylaxis, PEP) เป็นมาตรการหลักในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้สัมผัสโรคใน Category II และ III โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน มีสูตรการฉีดที่แตกต่างกันออกไปตามเส้นทางการบริหารยาและการแนะนำขององค์การอนามัยโลก

3.1 สูตรมาตรฐานการฉีดวัคซีน

  • สูตรฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular, IM): เป็นสูตรที่นิยมใช้ทั่วโลก มี 2 รูปแบบหลัก:
    • สูตร Essen (5 เข็ม): ฉีดวัคซีน 1 โดส ในวันที่มีการสัมผัสโรค (วัน 0), วันที่ 3, วันที่ 7, วันที่ 14 และวันที่ 28 โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน (deltoid) หรือต้นขา (vastus lateralis) สำหรับเด็กเล็ก
    • สูตร Zagreb (4 เข็ม): ฉีดวัคซีน 2 โดส ในวัน 0 (ฉีดคนละข้างของต้นแขน), วันที่ 7 และวันที่ 21 โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อเช่นกัน
  • สูตรฉีดเข้าผิวหนัง (Intradermal, ID): เป็นทางเลือกที่ใช้ปริมาณวัคซีนน้อยกว่า และประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ต้องฉีดในสถานพยาบาลที่มีบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะ:
    • สูตร Thai Red Cross Regimen (2-2-2-0-2): ฉีด 2 ตำแหน่งในวัน 0, 3, 7 และ 2 ตำแหน่งในวัน 28 (หรือวัน 90) โดยฉีดเข้าผิวหนังบริเวณต้นแขน
    • สูตร WHO Updated Intradermal Regimen (2-2-2-0-0): ฉีด 2 ตำแหน่งในวัน 0, 3, 7 โดยไม่มีเข็มที่ 14 และ 28 สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ

3.2 ข้อควรพิจารณาในการเลือกสูตรฉีด

การเลือกใช้สูตรฉีดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น นโยบายของประเทศ ความพร้อมของวัคซีน งบประมาณ และประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่ว่าจะเป็นสูตรใด การฉีดวัคซีนจะต้องครบถ้วนตามกำหนดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรค สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบชุดมาก่อน การให้ PEP อาจลดจำนวนเข็มลง โดยมักจะให้เพียง 2 เข็ม ในวัน 0 และวัน 3 โดยไม่จำเป็นต้องให้ RIG

4. ข้อบ่งชี้ทางคลินิกและเทคนิคการบริหารยาอิมมูโนโกลบูลินต้านพิษสุนัขบ้า (RIG) บริเวณรอบบาดแผล

อิมมูโนโกลบูลินต้านพิษสุนัขบ้า (Rabies Immunoglobulin, RIG) คือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วยได้ทันทีหลังจากสัมผัสเชื้อ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่มีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนมาก่อน และมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ

4.1 ข้อบ่งชี้ในการให้ RIG

RIG มีข้อบ่งชี้ในการให้แก่ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง และยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน ดังนี้:

  • ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน และมีการสัมผัสโรคใน Category II หรือ III
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็น Category II หรือ III (แม้จะเคยฉีดวัคซีนมาก่อน ก็อาจต้องพิจารณาเป็นรายกรณี)

4.2 เทคนิคการบริหาร RIG

การให้ RIG ควรทำโดยเร็วที่สุดหลังจากสัมผัสโรค และควรให้พร้อมกับการฉีดวัคซีนเข็มแรก แต่ต้องฉีดในบริเวณที่แตกต่างจากการฉีดวัคซีน

  • ปริมาณที่แนะนำ:
    • สำหรับ Human Rabies Immunoglobulin (HRIG): 20 หน่วยสากล (IU) ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
    • สำหรับ Equine Rabies Immunoglobulin (ERIG): 40 หน่วยสากล (IU) ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
  • วิธีการบริหาร:
    • ควรฉีด RIG รอบๆ บาดแผลทุกแผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยฉีดเข้าไปในบาดแผลโดยตรงและบริเวณเนื้อเยื่อรอบๆ บาดแผล
    • หากบาดแผลมีขนาดเล็กและไม่สามารถฉีด RIG ได้ครบตามปริมาณที่คำนวณได้ ให้ฉีดส่วนที่เหลือเข้ากล้ามเนื้อบริเวณอื่นที่ห่างไกลจากตำแหน่งที่ฉีดวัคซีน เช่น ต้นขาหรือสะโพก
    • ห้ามฉีด RIG เข้าไปในตำแหน่งที่จะฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจาก RIG อาจไปรบกวนการสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้
    • หากบาดแผลมีขนาดใหญ่และไม่เพียงพอต่อการฉีด RIG ทั้งหมด ให้เน้นฉีดบริเวณที่เชื่อว่าเป็นจุดเข้าของเชื้อหลัก และอาจพิจารณาฉีดส่วนที่เหลือเข้ากล้ามเนื้อ
  • วัตถุประสงค์: การฉีด RIG บริเวณรอบบาดแผลมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายเชื้อไวรัสโดยตรงในบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ก่อนที่เชื้อจะเดินทางเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ให้การป้องกันทันทีในขณะที่ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน

การบริหาร RIG อย่างถูกวิธีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

โดยสรุปแล้ว การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโรค ต้องอาศัยการปฏิบัติที่รวดเร็วและครบถ้วน ตั้งแต่การประเมินความรุนแรงของบาดแผล การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง การได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบตามกำหนด และการบริหารอิมมูโนโกลบูลินต้านพิษสุนัขบ้าในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ การปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและสูงสุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down