ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสโรค (PrEP) ในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง

การป้องกันล่วงหน้าก่อนการสัมผัสโรค (Pre-Exposure Prophylaxis: PrEP) เป็นกลยุทธ์สำคัญทางสาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสโรคมุ่งเน้นไปที่กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า (Rabies virus) จากการทำงานหรือการดำเนินชีวิตประจำวัน

กลุ่มประชากรเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง

  • บุคลากรทางการแพทย์และสัตวแพทย์ รวมถึงนักศึกษาและผู้ช่วยสัตวแพทย์
  • เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ต้องสัมผัสหรือทดสอบเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าโดยตรง
  • ผู้ทำงานป่าไม้ นักอนุรักษ์ธรรมชาติ และผู้ที่ต้องสัมผัสสัตว์ป่าโดยเฉพาะค้างคาว
  • นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคสูงและเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ยาก
  • เด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกสัตว์กัดและมักไม่ได้แจ้งผู้ปกครอง

แนวทางการบริหารวัคซีน (Administration Regimen)

ตามแนวทางการป้องกันโรคขององค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสโรคด้วยวิธีฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง (Intradermal: ID) หรือการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular: IM) โดยมีกำหนดการดังนี้:

  • สูตรการฉีดกระตุ้น 2 ครั้ง: ฉีดในวันที่ 0 และวันที่ 7 (โดยการฉีดเข้าในชั้นผิวหนังครั้งละ 0.1 มิลลิลิตร หรือเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 1 โดสมาตรฐาน)

ข้อดีของการทำ PrEP คือ ช่วยขจัดความจำเป็นในการได้รับเซรุ่มหรืออิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immunoglobulin: RIG) เมื่อเกิดการสัมผัสโรคจริงในอนาคต ซึ่งเป็นสารชีววัตถุที่ราคาแพงและหาได้ยาก ทั้งยังช่วยลดขั้นตอนการฉีดวัคซีนกระตุ้นหลังสัมผัสโรคเหลือเพียง 2 ครั้ง (ในวันที่ 0 และ 3) โดยไม่ต้องฉีด RIG ซ้ำอีก

ประสิทธิภาพทางภูมิคุ้มกันวิทยาและอาการข้างเคียงของวัคซีนชนิดเพาะเลี้ยงในเซลล์

ในปัจจุบัน วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ที่แนะนำให้ใช้คือ วัคซีนชนิดเพาะเลี้ยงในเซลล์หรือตัวอ่อนของไข่ (Cell-Culture and Embryonated Egg-Based Rabies Vaccines: CCEEVs) ซึ่งมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงกว่าวัคซีนรุ่นเก่าที่ทำจากสมองสัตว์อย่างสิ้นเชิง

ประสิทธิภาพทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunogenicity)

วัคซีนกลุ่ม CCEEVs สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างระดับแอนติบอดีที่สามารถทำลายฤทธิ์ไวรัส (Rabies Virus Neutralizing Antibodies: RVNA) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง โดยทั่วไปผู้รับวัคซีนจะมีระดับภูมิคุ้มกันสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 0.5 IU/ml ภายในระยะเวลา 14 วันหลังการเริ่มฉีดวัคซีน และสามารถคงอยู่ได้ยาวนานในระบบความจำของเซลล์เม็ดเลือดขาว (Immunological Memory)

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น (Adverse Effects)

แม้ว่าวัคซีน CCEEVs จะมีความปลอดภัยสูงมาก แต่ยังคงมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งมักไม่รุนแรงและหายได้เอง:

  • อาการข้างเคียงเฉพาะที่ (Local Reactions): พบได้บ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 30-70 ของผู้รับวัคซีน ได้แก่ อาการปวด บวม แดง คัน หรือตึงบริเวณที่ฉีดวัคซีน
  • อาการข้างเคียงทางระบบ (Systemic Reactions): พบได้ประมาณร้อยละ 10-20 ได้แก่ ไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หรือคลื่นไส้
  • ปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis): พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ใน 10,000 ราย) ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที

วิธีการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อในมนุษย์

การวินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้าในระยะเริ่มแรกด้วยอาการทางคลินิกเพียงอย่างเดียวนั้นทำได้ยาก เนื่องจากอาการเริ่มแรกไม่มีความจำเพาะเจาะจง ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญในการยืนยันผลการวินิจฉัย

1. การตรวจวินิจฉัยขณะผู้ป่วยยังมีชีวิต (Ante-mortem Diagnosis)

เนื่องจากเชื้อไวรัสไม่ได้อยู่ในกระแสเลือด การตรวจหาเชื้อจึงต้องใช้สิ่งส่งตรวจหลายชนิดร่วมกันและอาจต้องทำการตรวจซ้ำเนื่องจากการหลั่งของไวรัสอาจเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ:

  • น้ำลาย (Saliva): ตรวจหาพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) หรือทำการแยกเชื้อไวรัส (Virus Isolation)
  • ชิ้นเนื้อบริเวณท้ายทอย (Skin Biopsy at the Nape of the Neck): ตัดชิ้นเนื้อลึกระดับขุมขนเพื่อตรวจหาแอนติเจนของไวรัสในเส้นประสาทรอบรากผม ด้วยวิธี Direct Fluorescent Antibody (DFA) หรือตรวจหา RNA ด้วยวิธี RT-PCR
  • น้ำไขสันหลัง (CSF) และซีรั่ม (Serum): ตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัสพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนมาก่อน โดยวิธี Indirect Immunofluorescence หรือ ELISA

2. การตรวจเนื้อเยื่อสมองหลังเสียชีวิต (Post-mortem Diagnosis)

การตรวจเนื้อเยื่อสมองหลังการเสียชีวิตถือเป็นวิธีมาตรฐานและน่าเชื่อถือที่สุด (Gold Standard) ในการยืนยันการติดเชื้อ:

  • การตรวจหาแอนติเจนด้วยวิธี Direct Fluorescent Antibody (DFA) Test: เป็นวิธีที่รวดเร็วและมีความไวและความจำเพาะสูงที่สุด โดยใช้สมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) และก้านสมอง (Brainstem)
  • การตรวจหา Negri Bodies: ตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อดูการสะสมของโปรตีนไวรัสในไซโตพลาสซึมของเซลล์ประสาทภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แม้จะมีความจำเพาะสูงแต่มีความไวน้อยกว่าวิธี DFA
  • การตรวจหาด้วยวิธี RT-PCR: ใช้สำหรับยืนยันผลในกรณีที่ผลการตรวจทางด้านอื่นไม่ชัดเจน

พยากรณ์โรค แนวทางการรักษาแบบประคับประคอง และจริยธรรมทางการแพทย์

โรคพิษสุนัขบ้าจัดเป็นโรคติดเชื้อทางระบบประสาทที่มีความรุนแรงและมีอัตราการป่วยตายสูงที่สุดโรคหนึ่งในประวัติศาสตร์การแพทย์

อัตราการป่วยตายทางคลินิก (Case-Fatality Rate)

“เมื่อผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าเริ่มแสดงอาการทางระบบประสาท ไม่ว่าจะเป็นอาการกลัวน้ำ (Hydrophobia) อาการเกร็ง กระสับกระส่าย หรืออาการอัมพาต อัตราการเสียชีวิตจะสูงเกือบ 100% โดยผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายในระยะเวลา 1 ถึง 2 สัปดาห์ จากภาวะระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว”

ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าให้หายขาดได้เมื่ออาการปรากฏขึ้น และการพยายามรักษาด้วยวิธีการประคับประคองขั้นสูงควบคู่กับการใช้ยาต้านไวรัส (เช่น Milwaukee Protocol) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีประสิทธิผลทางการรักษาและไม่มีการแนะนำให้ใช้อีกต่อไป

แนวทางการดูแลรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care)

เมื่อการรักษาเพื่อหวังผลหายขาดเป็นไปไม่ได้ เป้าหมายหลักของการแพทย์คือการดูแลแบบประคับประคองเพื่อลดความทุกข์ทรมานและให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี:

  • การควบคุมอาการทางระบบประสาท: ให้ยาในกลุ่ม Benzodiazepines (เช่น Diazepam หรือ Midazolam) เพื่อลดอาการชักเกร็ง อาการกระสับกระส่าย และช่วยให้ผู้ป่วยสงบลง
  • การจัดการความเจ็บปวด: การใช้ยาระงับประสาทและยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) เช่น Morphine เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานทางกาย
  • การจัดการสิ่งแวดล้อม: จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องที่เงียบ สงบ แสงสลัว และหลีกเลี่ยงกระแสลมพัดหรือเสียงดัง เนื่องจากสิ่งกระตุ้นเหล่านี้จะชักนำให้เกิดอาการเกร็งอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจ (Spasms)

จริยธรรมทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Medical Ethics)

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าในระยะสุดท้ายต้องตั้งอยู่บนหลักจริยธรรมทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

1. หลักการไม่ทำอันตรายแก่ผู้ป่วย (Non-maleficence): หลีกเลี่ยงการทำหัตถการหรือการยื้อชีวิตที่ไม่ได้ประโยชน์ (Futile Treatment) เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการปั๊มหัวใจกู้ชีพ ซึ่งเป็นการยืดความทุกข์ทรมานและลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยโดยไม่มีโอกาสรอดชีวิต

2. หลักการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ป่วย (Beneficence): มุ่งเน้นการระงับความปวด ความกระสับกระส่าย และความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถจนถึงวาระสุดท้าย

3. ความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์และญาติ: การดูแลรักษาต้องทำควบคู่ไปกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้ออย่างเข้มงวด บุคลากรและญาติที่ดูแลใกล้ชิดต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เพื่อป้องกันการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสปริมาณสูง โดยเฉพาะน้ำลาย และควรให้ความรู้แก่ญาติในการเยี่ยมไข้อย่างปลอดภัยเพื่อรักษาความผูกพันในครอบครัวช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down