เมื่อรอยเลือดซึมออกมาพร้อมน้ำมูก: ความกังวลใจที่พบได้บ่อยในบ้านที่มีลูกเล็ก
เวลาที่ลูกน้อยมีอาการคัดจมูก หายใจเสียงดังครืดคราดเนื่องจากมีน้ำมูกอุดตัน สิ่งที่คุณแม่คุณพ่อมักทำเป็นอันดับแรกคือการใช้อุปกรณ์อย่างลูกยางแดง หรือกระบอกฉีดยา (Syringe) ร่วมกับน้ำเกลือเพื่อช่วยดูดน้ำมูกออก ให้ลูกกลับมาหายใจได้โล่งสบายขึ้น แต่ในบางครั้ง เมื่อดึงปลายอุปกรณ์ออกมา กลับพบว่ามีหยดเลือดสดหรือคราบเลือดซึมปนมากับน้ำมูก เหตุการณ์นี้มักสร้างความตกใจและกังวลใจอย่างมาก ทว่าในทางกุมารแพทย์ อาการนี้มักเกิดจากการบาดเจ็บทางกลต่อเยื่อบุโพรงจมูกทารก ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและสามารถป้องกันได้หากเข้าใจลักษณะทางกายภาคของลูกน้อยอย่างถูกต้อง
ทำไมเยื่อบุโพรงจมูกและหลอดเลือดฝอยของทารกจึงแสนเปราะบาง?
โพรงจมูกของทารกแรกเกิดและเด็กเล็กไม่ได้เป็นเพียงช่องทางผ่านของอากาศขนาดเล็กเท่านั้น แต่โครงสร้างภายในยังมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างมาก โดยมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย ดังนี้
- ชั้นเยื่อบุที่บางเบา: เยื่อบุโพรงจมูกของทารกมีความบางและละเอียดอ่อนอย่างมาก เซลล์ผิวพื้นยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ทนทานต่อการสัมผัสหรือแรงขูดขีดได้น้อยกว่าผู้ใหญ่
- เครือข่ายเส้นเลือดฝอยหนาแน่น: บริเวณผนังกั้นช่องจมูกส่วนหน้า (Kiesselbach's plexus) เป็นจุดรวมของหลอดเลือดฝอยจำนวนมากที่อยู่ชิดใต้ชั้นเยื่อบุ เพื่อทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิและความชื้นของอากาศที่หายใจเข้ามา เมื่อถูกสัมผัสเพียงเบาๆ หรือถูกแรงดูดที่มากเกินไป หลอดเลือดฝอยเหล่านี้จึงแตกและมีเลือดซึมออกมาได้ทันที
- ขนาดช่องจมูกที่แคบ: รูจมูกและโพรงจมูกของเด็กทารกมีขนาดเล็กมาก ทำให้การสอดใส่อุปกรณ์ใดๆ เข้าไป มีโอกาสสัมผัสโดนผนังโพรงจมูกได้ง่ายขึ้น
ข้อควรระวังในการใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูก เพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บทางกล
สาเหตุหลักของการบาดเจ็บทางกลต่อเยื่อบุโพรงจมูกทารก มักเกิดจากการใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูกผิดวิธี หรือขาดความระมัดระวังในขณะที่ลูกน้อยดิ้น การปรับเปลี่ยนเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สามารถลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ระวังการแยงปลายอุปกรณ์ลึกเกินไป
อุปกรณ์อย่างลูกยางแดง หรือปลายกระบอกฉีดยา ควรวางอยู่เพียงแค่บริเวณขอบรูจมูกด้านนอกเท่านั้น ไม่จำเป็นและไม่ควรกดหรือสอดลึกเข้าไปในโพรงจมูก เพราะการสอดลึกเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้ปลายอุปกรณ์ชนเข้ากับผนังกั้นช่องจมูกจนเกิดแผลถลอก
2. ทิศทางการวางปลายอุปกรณ์
ขณะหยดน้ำเกลือหรือดูดน้ำมูก ควรหันปลายอุปกรณ์ออกไปทางด้านข้าง (ทิศทางมุ่งไปทางจานวนหู) เล็กน้อย ห้ามหันปลายอุปกรณ์เข้าหาผนังกลางจมูกโดยเด็ดขาด เนื่องจากบริเวณผนังกลางจมูกเป็นจุดที่มีเส้นเลือดฝอยเปราะบางที่สุด
3. ควบคุมแรงดันในการดูด
หากใช้ลูกยางแดง ให้บีบลูกยางเพื่อไล่อากาศออกก่อนที่จะวางแตะที่รูจมูกลูก แล้วค่อยๆ ปล่อยมืออย่างนุ่มนวล ห้ามบีบหรือปล่อยลูกยางกระแทกแรงๆ และหากใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูกแบบใช้ปากดูด ควรควบคุมแรงดูดให้อยู่ในระดับพอเหมาะ ไม่เค้นหรือดูดอย่างรุนแรง
4. รับมือกับท่าทางของลูกน้อย
เด็กมักจะสะบัดหน้าหรือส่ายหัวหนีเนื่องจากความไม่สบายตัว การล้างหรือดูดน้ำมูกจึงควรมีผู้ช่วยจับศีรษะลูกให้อยู่นิ่งๆ อย่างนุ่มนวล เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายอุปกรณ์ทิ่มแทงเยื่อบุขณะเด็กขยับตัวกะทันหัน
แนวทางการปฐมพยาบาลเมื่อเกิดแผลถลอกและเลือดซึมในรูจมูก
เมื่อพบว่ามีเลือดซึมออกมาจากรูจมูกของลูกน้อยหลังจากใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูก สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ และปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
- จัดท่าทางให้ถูกต้อง: อุ้มลูกนั่งหรืออุ้มหัวสูงเล็กน้อย ไม่ควรให้นอนราบ และห้ามแหงนหน้าลูกขึ้นด้านบนเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลลงคอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารจนอาเจียนเป็นเลือด หรือเสี่ยงต่อการสำลักเข้าทางเดินหายใจ
- กดห้ามเลือดเบาๆ: ใช้นิ้วมือใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือกดบริเวณปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันเบาๆ ค้างไว้ประมาณ 3-5 นาที ให้ลูกหายใจทางปาก หากเด็กยังเล็กมากอาจใช้วิธีใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณปีกจมูกข้างที่มีเลือดออกเบาๆ
- ประคบเย็น: ใช้ผ้าห่อก้อนน้ำแข็งหรือผ้าเย็นประคบบริเวณดั้งจมูกและหน้าผาก ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดฝอยหดตัวและเลือดหยุดไหลได้เร็วขึ้น
การดูแลและฟื้นฟูเยื่อบุจมูกให้กลับมาสมบูรณ์
หลังจากเลือดหยุดไหลแล้ว เยื่อบุโพรงจมูกที่ได้รับบาดเจ็บจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูอย่างถูกวิธี
ในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรก ควรงดการใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูกทุกชนิด รวมถึงงดการใช้น้ำเกลือแรงดันสูง หากลูกยังมีน้ำมูกอุดตัน ให้ใช้เพียงการหยดน้ำเกลือหยดจมูก (Nasal Drops) ครั้งละ 1-2 หยด เพื่อให้น้ำมูกที่แห้งอ่อนตัวลง แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้านุ่มๆ หรือไม้พันก้านตองเช็ดทำความสะอาดเฉพาะบริเวณขอบรูจมูกด้านนอกเท่านั้น
การงดใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูกชั่วคราวหลังจากเกิดบาดแผล ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เซลล์เยื่อบุโพรงจมูกของทารกสามารถซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ โดยปกติแผลถลอกเล็กๆ จะประสานตัวและหายเป็นปกติได้ภายใน 3-5 วัน
นอกจากนี้ การเพิ่มความชื้นในห้องนอนด้วยเครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) หรือการหลีกเลี่ยงการเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจัด จะช่วยป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงจมูกแห้งและเกิดการแห้งกรอบจนเลือดออกซ้ำได้อีก
สัญญาณเตือนที่ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์
แม้ว่าการบาดเจ็บทางกลส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ควรรีบนำลูกไปพบกุมารแพทย์ทันทีหากพบอาการดังต่อไปนี้
- เลือดไหลไม่หยุดหลังจากทำการกดห้ามเลือดอย่างถูกวิธีนานเกิน 10-15 นาที
- มีเลือดไหลออกมาเป็นปริมาณมาก หรือไหลออกมาทางปากร่วมด้วย
- ลูกมีอาการซึมลง หายใจหอบเหนื่อย ใบหน้าหรือริมฝีปากซีด
- มีไข้ หรือสังเกตเห็นน้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเขียวข้นมีกลิ่นเหม็น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแทรกซ้อนบริเวณบาดแผล
การดูแลเรื่องการหายใจของลูกน้อยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การทำความเข้าใจโครงสร้างร่างกายและใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูกด้วยความนุ่มนวล ถูกทิศทาง และถูกวิธี จะช่วยให้ลูกน้อยสบายตัว ปลอดภัย และไกลห่างจากภาวะเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบหรือบาดเจ็บได้อย่างดีที่สุด