ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แนวทางการดูแลฝากครรภ์และการคัดกรองความผิดปกติของมารดาและทารกตามอายุครรภ์

การตั้งครรภ์เป็นการเดินทางที่น่ามหัศจรรย์และสำคัญยิ่งในชีวิตของผู้หญิงทุกคน การดูแลฝากครรภ์ที่มีมาตรฐานและครอบคลุมเป็นหัวใจสำคัญในการรับประกันสุขภาพที่ดีของทั้งมารดาและทารก บทความนี้ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมศึกษาแนวทางการดูแลฝากครรภ์และการคัดกรองความผิดปกติที่สำคัญตามอายุครรภ์ เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

1. มาตรฐานการดูแลฝากครรภ์ตามไตรมาสและการคัดกรองภาวะโลหิตจาง

การดูแลฝากครรภ์ที่เหมาะสมจะถูกแบ่งตามไตรมาสของการตั้งครรภ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารก ประเมินสุขภาพมารดา และค้นหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

1.1 การดูแลฝากครรภ์ในไตรมาสแรก (อายุครรภ์ 0-13 สัปดาห์)

  • การมาฝากครรภ์ครั้งแรก: เป็นการรวบรวมข้อมูลสุขภาพมารดาอย่างละเอียด ทั้งประวัติการเจ็บป่วย การผ่าตัด การแพ้ยา ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ประวัติครอบครัว และประวัติทางสังคม
  • การตรวจร่างกาย: ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) วัดความดันโลหิต ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจเต้านม และตรวจภายในเพื่อประเมินขนาดมดลูก
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ:
    • CBC (Complete Blood Count): เพื่อประเมินภาวะโลหิตจางและความผิดปกติของเม็ดเลือด ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในการคัดกรองภาวะโลหิตจางตั้งแต่แรก
    • Blood Group และ Rh Factor: เพื่อทราบหมู่เลือดของมารดา หากเป็น Rh Negative จะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ
    • Thalassemia Screening: ตรวจคัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในประเทศไทย
    • VDRL/RPR: ตรวจคัดกรองซิฟิลิส
    • HBsAg: ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี
    • Anti-HIV: ตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี
    • Urine Analysis: ตรวจปัสสาวะเพื่อหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือโปรตีนในปัสสาวะ
    • Rubella IgG: หากไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโรค
  • การอัลตราซาวด์: เพื่อยืนยันอายุครรภ์ ตำแหน่งการตั้งครรภ์ จำนวนทารก และประเมินความเสี่ยงของการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การให้คำแนะนำ: โภชนาการ การออกกำลังกาย สุขอนามัย ยาที่ควรหลีกเลี่ยง และสัญญาณอันตราย

1.2 การดูแลฝากครรภ์ในไตรมาสที่สอง (อายุครรภ์ 14-27 สัปดาห์)

  • การติดตามอาการ: วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดระดับยอดมดลูก (fundal height) ตรวจฟังเสียงหัวใจทารก
  • การคัดกรองภาวะโลหิตจางซ้ำ: อาจมีการตรวจ CBC ซ้ำในช่วง 24-28 สัปดาห์ เพื่อประเมินภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอาจเลวลงในไตรมาสนี้
  • การคัดกรองภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM): ด้วยวิธี Oral Glucose Challenge Test (OGCT) ในช่วง 24-28 สัปดาห์
  • การอัลตราซาวด์: การตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูโครงสร้างอวัยวะทารกอย่างละเอียด (Anatomy Scan) ในช่วง 18-22 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองความผิดปกติทางกายภาพของทารก

1.3 การดูแลฝากครรภ์ในไตรมาสที่สาม (อายุครรภ์ 28 สัปดาห์จนคลอด)

  • การติดตามอาการ: วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดระดับยอดมดลูก ตรวจฟังเสียงหัวใจทารก และประเมินท่าของทารก
  • การคัดกรองภาวะโลหิตจางซ้ำ: อาจมีการตรวจ CBC ซ้ำ หากพบภาวะโลหิตจางรุนแรง หรือมารดามีอาการที่บ่งชี้
  • การตรวจคัดกรอง Group B Streptococcus (GBS): ในช่วง 35-37 สัปดาห์ เพื่อให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อในทารกขณะคลอด
  • การประเมินสุขภาพทารก: อาจมีการทำ Non-stress Test (NST) หรือ Biophysical Profile (BPP) หากมีข้อบ่งชี้
  • การให้คำแนะนำ: สัญญาณของการเจ็บครรภ์คลอด การเตรียมตัวคลอด การดูแลหลังคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ตลอดการตั้งครรภ์ หากพบภาวะโลหิตจาง แพทย์จะพิจารณาให้ยาเสริมธาตุเหล็ก และอาจมีการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม หากการตอบสนองต่อยาไม่ดี

2. การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกและการติดเชื้อในครรภ์

การตรวจคัดกรองเหล่านี้มีความสำคัญในการค้นหาความผิดปกติแต่เนิ่นๆ เพื่อให้มารดาและครอบครัวสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลและวางแผนการตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสม

2.1 การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์

  • การคัดกรองในไตรมาสแรก (First Trimester Screening - FTS):
    ประกอบด้วยการตรวจอัลตราซาวด์วัดความหนาของน้ำที่คอทารก (Nuchal Translucency - NT) และการตรวจเลือดมารดาหาค่า PAPP-A และ free β-hCG ทำในช่วงอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ 6 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยงของ Trisomy 21 (ดาวน์ซินโดรม) และ Trisomy 18
  • การคัดกรองในไตรมาสที่สอง (Quad Screen หรือ Triple Screen):
    ตรวจเลือดมารดาหาค่า AFP, hCG, uE3 และ Inhibin A (สำหรับ Quad Screen) ทำในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์ เพื่อประเมินความเสี่ยงของ Trisomy 21, Trisomy 18 และภาวะข้อบกพร่องของท่อประสาท (Neural Tube Defects)
  • การตรวจ NIPT/NIPS (Non-Invasive Prenatal Testing/Screening):
    เป็นการตรวจเลือดมารดาเพื่อหา Cell-free DNA ของทารก เริ่มทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ มีความแม่นยำสูงในการคัดกรอง Trisomy 21, 18, 13 และความผิดปกติของโครโมโซมเพศ เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือต้องการความแม่นยำมากกว่าการคัดกรองแบบดั้งเดิม
  • การตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Tests):
    • การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis): ทำในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์ โดยการเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำเพื่อนำไปตรวจโครโมโซมทารก มีความแม่นยำสูงแต่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรประมาณ 0.1-0.3%
    • การเจาะเก็บเนื้อรก (Chorionic Villus Sampling - CVS): ทำในช่วงอายุครรภ์ 10-13 สัปดาห์ โดยการเก็บตัวอย่างเนื้อรกไปตรวจโครโมโซม มีความแม่นยำสูงและทราบผลเร็วกว่าการเจาะน้ำคร่ำ แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าเล็กน้อย

2.2 การตรวจหาการติดเชื้อในครรภ์

การติดเชื้อในครรภ์สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทารกได้ การคัดกรองและการจัดการที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ

  • การคัดกรองมาตรฐาน: เช่น VDRL/RPR (ซิฟิลิส), HBsAg (ไวรัสตับอักเสบบี), Anti-HIV (เอชไอวี) ซึ่งจะตรวจตั้งแต่การมาฝากครรภ์ครั้งแรก
  • การคัดกรอง Rubella Immunity: หากไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยหัดเยอรมัน
  • การคัดกรอง Group B Streptococcus (GBS): ตรวจในช่วง 35-37 สัปดาห์ โดยการเก็บสารคัดหลั่งจากช่องคลอดและทวารหนัก หากผลบวกจะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำขณะเจ็บครรภ์คลอดเพื่อป้องกันการติดเชื้อในทารก
  • การตรวจหาการติดเชื้ออื่นๆ (TORCH infections):
    • Toxoplasmosis, Cytomegalovirus (CMV), Herpes Simplex Virus (HSV), Parvovirus B19: มักไม่มีการคัดกรองในหญิงตั้งครรภ์ปกติ แต่จะพิจารณาตรวจเมื่อมีอาการที่สงสัย มีประวัติสัมผัสโรค หรือพบความผิดปกติของทารกจากการอัลตราซาวด์
    • การวินิจฉัยและการจัดการ: ขึ้นอยู่กับชนิดของการติดเชื้อ อายุครรภ์ และความรุนแรงของโรค อาจมีการรักษาด้วยยา การติดตามทารกอย่างใกล้ชิด หรือการพิจารณาการยุติการตั้งครรภ์ในกรณีที่รุนแรงมาก

3. เกณฑ์การวินิจฉัยและการจัดการภาวะครรภ์เป็นพิษและภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของมารดาและทารก การตรวจคัดกรองและจัดการอย่างทันท่วงทีจึงมีความจำเป็น

3.1 ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia)

ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะที่มีความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นใหม่หลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ร่วมกับการมีโปรตีนในปัสสาวะหรือมีอาการผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ

  • เกณฑ์การวินิจฉัย:
    • ความดันโลหิตสูง: Systolic ≥ 140 mmHg หรือ Diastolic ≥ 90 mmHg จำนวน 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง หลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ในหญิงที่เคยมีภาวะความดันโลหิตปกติ หรือ Systolic ≥ 160 mmHg หรือ Diastolic ≥ 110 mmHg เพียงครั้งเดียว
    • ร่วมกับ:
      • โปรตีนในปัสสาวะ: ≥ 0.3 กรัมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง หรือ Urine Protein/Creatinine Ratio ≥ 0.3 หรือตรวจแถบปัสสาวะพบ +1 ขึ้นไป
      • หรือมีอาการรุนแรง: เกล็ดเลือดต่ำ, การทำงานของตับผิดปกติ, ไตทำงานบกพร่อง, น้ำท่วมปอด, ปวดศีรษะรุนแรง, ตาพร่ามัว
  • การจัดการ:
    • การป้องกัน: สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น เคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษมาก่อน, โรคไต, โรคแพ้ภูมิตัวเอง) ควรได้รับการพิจารณาให้รับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำตั้งแต่อายุครรภ์ 12-16 สัปดาห์ จนกระทั่งใกล้คลอด
    • การดูแลรักษา:
      ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอายุครรภ์
      - ภาวะครรภ์เป็นพิษไม่รุนแรง: ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด วัดความดันโลหิตบ่อยครั้ง ตรวจปัสสาวะและเลือดเป็นระยะ
      - ภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง: รับการรักษาในโรงพยาบาล อาจต้องให้ยาลดความดันโลหิต ให้แมกนีเซียมซัลเฟตเพื่อป้องกันการชัก และพิจารณากำหนดการคลอดในเวลาที่เหมาะสม (ส่วนใหญ่ที่อายุครรภ์ 34-37 สัปดาห์ ขึ้นกับความรุนแรงและภาวะทารก)

3.2 ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus - GDM)

เป็นภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นผิดปกติที่ตรวจพบครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่สองหรือสาม

  • การคัดกรอง:
    • OGCT (Oral Glucose Challenge Test): ทำที่อายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ ให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม แล้วเจาะเลือด 1 ชั่วโมง หากค่าน้ำตาล ≥ 140 mg/dL ถือว่าผิดปกติ ต้องตรวจยืนยันด้วย OGTT
    • OGTT (Oral Glucose Tolerance Test): ทำที่อายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ (หรือเร็วกว่านั้นในหญิงที่มีความเสี่ยงสูง) โดยเจาะเลือดขณะอดอาหาร ดื่มน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม แล้วเจาะเลือดอีกครั้งที่ 1, 2, 3 ชั่วโมง
  • เกณฑ์การวินิจฉัย (จาก OGTT 100 กรัม โดยใช้ Carpenter/Coustan criteria):
    - Fasting: >95 mg/dL
    - 1 hour: >180 mg/dL
    - 2 hours: >155 mg/dL
    - 3 hours: >140 mg/dL
    วินิจฉัย GDM หากมีค่าผิดปกติ 2 ค่าขึ้นไป
  • การจัดการ:
    • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: ควบคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นแนวทางแรกของการรักษา
    • การติดตามระดับน้ำตาล: มารดาจะได้รับการแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้าน
    • การใช้ยา: หากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยา เช่น อินซูลิน หรือเมทฟอร์มิน
    • การติดตามทารก: อาจมีการตรวจอัลตราซาวด์เพิ่มเติม เพื่อประเมินขนาดและน้ำหนักทารก และการทำ NST เพื่อประเมินสุขภาพทารกในครรภ์
    • หลังคลอด: มารดาควรได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานอีกครั้งใน 6-12 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อประเมินว่าภาวะเบาหวานหายไปหรือไม่

4. ข้อบ่งชี้และช่วงเวลาในการให้ยาป้องกัน Rh Sensitization (Anti-D Immunoglobulin)

การป้องกัน Rh Sensitization เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมารดาที่มีหมู่เลือด Rh Negative เพื่อป้องกันภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกในครรภ์ (Hemolytic Disease of the Fetus and Newborn - HDFN)

  • กลไกการเกิด Rh Sensitization:
    เกิดขึ้นเมื่อมารดาที่มีหมู่เลือด Rh Negative สัมผัสกับเลือดของทารกที่มีหมู่เลือด Rh Positive (เช่น จากการตกเลือดเล็กน้อยระหว่างตั้งครรภ์ หรือขณะคลอด) ทำให้ร่างกายของมารดาสร้างภูมิต้านทานต่อเม็ดเลือดแดง Rh Positive ขึ้นมา ภูมิต้านทานเหล่านี้อาจผ่านรกไปยังทารกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปและทำลายเม็ดเลือดแดงของทารกได้
  • ข้อบ่งชี้ในการให้ Anti-D Immunoglobulin:
    • ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีหมู่เลือด Rh Negative และไม่มีภูมิต้านทานต่อ Rh (Rh antibody negative):
      - การให้เพื่อป้องกันในระยะตั้งครรภ์ (Routine Antenatal Anti-D Prophylaxis - RAADP): มักให้ในช่วงอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่โอกาสเกิดการปนเปื้อนเลือดระหว่างมารดาและทารกมีมากขึ้น
    • หลังการคลอดทารกที่มีหมู่เลือด Rh Positive:
      - มารดาควรได้รับ Anti-D ภายใน 72 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อป้องกันการสร้างภูมิต้านทานจากเลือดทารกที่ปนเปื้อนขณะคลอด
    • หลังเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนเลือดทารกเข้าสู่มารดา (Sensitizing Events):
      - การแท้งบุตร (Spontaneous or Induced Abortion) ไม่ว่าจะครบถ้วนหรือไม่ครบถ้วน
      - การตั้งครรภ์นอกมดลูก
      - การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก
      - การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) หรือการเจาะเก็บเนื้อรก (CVS)
      - การหัตถการในครรภ์ เช่น External Cephalic Version (การกลับหัวทารกจากก้นลง)
      - การบาดเจ็บที่ท้องขณะตั้งครรภ์
      - การตกเลือดทางช่องคลอด (Antepartum Hemorrhage) โดยเฉพาะ Placenta Previa หรือ Placental Abruption
      - การทำคลอดด้วยเครื่องมือช่วยคลอด เช่น คีม หรือ เครื่องดูดสุญญากาศ
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ Anti-D:
    - ในภาวะปกติ: ให้ในระยะตั้งครรภ์ประมาณ 28-32 สัปดาห์ และอีกครั้งภายใน 72 ชั่วโมงหลังคลอดทารก Rh Positive
    - ในกรณี Sensitizing Events: ควรให้ Anti-D ทันทีที่ทราบข้อบ่งชี้ หรือภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการสร้างภูมิต้านทาน
  • ปริมาณยา: โดยทั่วไป ยา Anti-D 300 ไมโครกรัม จะสามารถครอบคลุมการป้องกันการแพ้ Rh จากการปนเปื้อนเลือดทารกปริมาณ 15 มิลลิลิตร หากสงสัยว่ามีการตกเลือดของทารกเข้าสู่มารดาในปริมาณมาก อาจต้องมีการตรวจ Kleihauer-Betke test เพื่อประเมินปริมาณเลือดที่ปนเปื้อน และพิจารณาให้ Anti-D ในปริมาณที่เพียงพอ

การดูแลฝากครรภ์และการคัดกรองตามอายุครรภ์เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของครอบครัวในระยะยาว การทำความเข้าใจในแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่และคุณพ่อสามารถร่วมมือกับทีมแพทย์ในการดูแลการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพสูงสุด หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ