ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การวินิจฉัยและการรักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด: แนวทางปฏิบัติเพื่อยับยั้งการคลอด

ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หมายถึง การเจ็บครรภ์ที่มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์เต็ม เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและภาวะทุพพลภาพในทารกแรกเกิดทั่วโลก การวินิจฉัยคลอดก่อนกำหนดอย่างทันท่วงทีและการจัดการที่เหมาะสมด้วยการยับยั้งคลอดก่อนกำหนด รวมถึงการให้สเตียรอยด์เพื่อเร่งการเจริญของปอดทารกในครรภ์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาผลลัพธ์ของทารกแรกเกิด บทความนี้จะกล่าวถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นปัจจุบันในการวินิจฉัย การรักษาด้วยยาเพื่อยับยั้งการคลอด และบทบาทของการให้สเตียรอยด์ทารกในครรภ์

เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและการประเมินความเสี่ยง

การวินิจฉัยภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดอาศัยการประเมินอาการทางคลินิกและยืนยันด้วยการตรวจร่างกายและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการบางชนิด

  • อายุครรภ์: มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่ถึง 37 สัปดาห์เต็ม
  • การหดรัดตัวของมดลูก: มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้งใน 60 นาที โดยมีการหดรัดตัวสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ
  • การเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก:
    • การเปิดของปากมดลูก (cervical dilatation) ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป
    • การบางตัวของปากมดลูก (cervical effacement) ตั้งแต่ 80% ขึ้นไป
    • การเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกที่สังเกตได้ในการตรวจติดตาม

การประเมินความเสี่ยงและเครื่องมือช่วยวินิจฉัย:

  • การวัดความยาวปากมดลูกด้วยอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Cervical Length): เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการทำนายความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด หากความยาวปากมดลูกสั้นกว่า 25 มิลลิเมตร ที่อายุครรภ์ 24-34 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • การตรวจหาโปรตีน Fetal Fibronectin (fFN): เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ยึดถุงน้ำคร่ำกับผนังมดลูก การตรวจพบ fFN ในช่องคลอดที่อายุครรภ์ 22-34 สัปดาห์ แสดงถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการคลอดภายใน 7-14 วัน อย่างไรก็ตาม ค่า fFN ที่เป็นลบจะช่วยทำนายว่าไม่น่าจะมีการคลอดก่อนกำหนดได้ดีกว่า
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ: ได้แก่ ประวัติการคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน, การตั้งครรภ์แฝด, การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือช่องคลอด, ภาวะรกเกาะต่ำ, รกลอกตัวก่อนกำหนด, ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด, ภาวะปากมดลูกหลวม, ความผิดปกติของมดลูก, การขาดสารอาหาร, การสูบบุหรี่, และความเครียดรุนแรง

แนวทางการรักษาด้วยยาเพื่อยับยั้งการคลอดก่อนกำหนด (Tocolysis) ประเภทต่างๆ

เป้าหมายหลักของการรักษาด้วยยาเพื่อยับยั้งคลอดก่อนกำหนด (Tocolysis) คือการชะลอการคลอดออกไปอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการให้สเตียรอยด์เพื่อเร่งการเจริญของปอดทารกในครรภ์ และ/หรือการเคลื่อนย้ายมารดาไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต

ข้อบ่งชี้: โดยทั่วไปพิจารณาในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ระหว่าง 24-34 สัปดาห์ ที่ไม่มีข้อห้าม

ข้อห้าม: ได้แก่ ภาวะที่จำเป็นต้องคลอดทันที เช่น มารดาหรือทารกมีอันตราย, การตั้งครรภ์เกินกำหนด, มีภาวะถุงน้ำคร่ำติดเชื้อ, รกลอกตัวก่อนกำหนด, รกเกาะต่ำมีเลือดออกมาก, ภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง หรือภาวะทารกพิการรุนแรงที่ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้

ประเภทของยาที่ใช้ในการยับยั้งการคลอด:

  • ยากลุ่ม Beta-adrenergic Agonists (เช่น Terbutaline, Ritodrine):
    • กลไกการออกฤทธิ์: กระตุ้น Beta-2 adrenergic receptors ในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว
    • ผลข้างเคียง: มารดาอาจมีอาการใจสั่น, เจ็บหน้าอก, หัวใจเต้นเร็ว, น้ำท่วมปอด, ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทารกอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็ว
    • ข้อควรระวัง: ควรระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจ, เบาหวาน
  • ยากลุ่ม Calcium Channel blockers (เช่น Nifedipine):
    • กลไกการออกฤทธิ์: ยับยั้งการเข้าของแคลเซียมไอออนเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อมดลูก ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว
    • ผลข้างเคียง: มารดาอาจมีอาการหน้าแดง, ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, ความดันโลหิตต่ำ
    • ข้อดี: มีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงต่อมารดาน้อยกว่ากลุ่ม Beta-agonists จึงมักเป็นยาทางเลือกแรกในหลายสถานพยาบาล
  • ยากลุ่ม Prostaglandin Synthetase Inhibitors (เช่น Indomethacin):
    • กลไกการออกฤทธิ์: ยับยั้งการสร้าง Prostaglandin ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก
    • ผลข้างเคียง: มารดาอาจมีอาการคลื่นไส้, อาเจียน, แสบร้อนทรวงอก, เลือดออกง่าย ทารกอาจมีภาวะ Oligohydramnios (น้ำคร่ำน้อย), ภาวะทารกหัวใจผิดปกติ (ductus arteriosus ปิดก่อนกำหนด)
    • ข้อควรระวัง: ควรใช้ในระยะเวลาสั้นๆ (ไม่เกิน 48-72 ชั่วโมง) และหลีกเลี่ยงการใช้หลังอายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในทารก
  • Magnesium Sulfate:
    • กลไกการออกฤทธิ์: ออกฤทธิ์เป็น competitive antagonist กับแคลเซียมที่บริเวณเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก แต่บทบาทหลักในการคลอดก่อนกำหนดคือ การป้องกันภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) ในทารก เมื่อให้แก่สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะคลอดก่อนกำหนดระหว่างอายุครรภ์ 24-32 สัปดาห์
    • ผลข้างเคียง: มารดาอาจมีอาการหน้าแดง, ร้อนวูบวาบ, คลื่นไส้, ปวดศีรษะ, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, หายใจลำบาก หากได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดภาวะพิษจากแมกนีเซียม
  • ยากลุ่ม Oxytocin Receptor Antagonists (เช่น Atosiban):
    • กลไกการออกฤทธิ์: แย่งจับกับตัวรับ Oxytocin ในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
    • ผลข้างเคียง: มักมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาในกลุ่มอื่น
    • สถานะในประเทศไทย: อาจมีการใช้บ้างในบางสถานพยาบาล แต่ยังไม่แพร่หลายเท่ากลุ่ม Nifedipine หรือ Terbutaline

บทบาทและความสำคัญของการให้สเตียรอยด์เพื่อเร่งการเจริญของปอดทารกในครรภ์

การให้สเตียรอยด์ทารกในครรภ์ (Antenatal Corticosteroids) ถือเป็นการรักษามาตรฐานที่สำคัญที่สุดในการลดภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตในทารกที่คลอดก่อนกำหนด

  • กลไกการออกฤทธิ์: สเตียรอยด์จะกระตุ้นการผลิตสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ในปอดทารก และเร่งการเจริญเติบโตของปอด รวมถึงอวัยวะอื่นๆ
  • ประโยชน์:
    • ลดอุบัติการณ์และความรุนแรงของภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด (Respiratory Distress Syndrome, RDS)
    • ลดอุบัติการณ์ของภาวะเลือดออกในสมอง (Intraventricular Hemorrhage, IVH)
    • ลดอุบัติการณ์ของภาวะลำไส้เน่าในทารกแรกเกิด (Necrotizing Enterocolitis, NEC)
    • ลดอัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด
  • ข้อบ่งชี้: แนะนำให้แก่หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะคลอดก่อนกำหนดภายใน 7 วันข้างหน้า ที่มีอายุครรภ์ระหว่าง 24 สัปดาห์ ถึง 34 สัปดาห์ 6 วัน
  • ชนิดและขนาดของยา:
    • Betamethasone: 12 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง ห่างกัน 24 ชั่วโมง
    • Dexamethasone: 6 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 4 ครั้ง ห่างกัน 12 ชั่วโมง
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ประโยชน์สูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่อคลอดภายใน 7 วันหลังการให้ยาครบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 24 ชั่วโมงหลังได้รับยาเข็มแรก
  • การให้ยาซ้ำ (Repeat Courses): โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ให้สเตียรอยด์ซ้ำหลายครั้ง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงประโยชน์ที่ชัดเจนและอาจเพิ่มความเสี่ยงบางอย่างได้ การให้ยาซ้ำจะพิจารณาเป็นรายกรณีภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การประเมินและติดตามภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

การให้ยาเพื่อยับยั้งการคลอดและสเตียรอยด์จำเป็นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาและตรวจจับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • การติดตามมารดา:
    • สัญญาณชีพ: วัดความดันโลหิต, ชีพจร, อัตราการหายใจ, และอุณหภูมิร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
    • ปริมาณปัสสาวะและน้ำเข้า-ออก: โดยเฉพาะเมื่อใช้ยากลุ่ม Magnesium Sulfate หรือ Beta-agonists เพื่อประเมินภาวะน้ำเกิน
    • อาการข้างเคียงของยา: เช่น ใจสั่น, ปวดศีรษะ, หน้าแดง, คลื่นไส้, หายใจลำบาก (สำหรับ Terbutaline, Nifedipine, Magnesium Sulfate) หรืออาการแสบร้อนทรวงอก (สำหรับ Indomethacin)
    • ตรวจระดับยาในเลือด: สำหรับ Magnesium Sulfate เพื่อป้องกันภาวะพิษ
  • การติดตามทารกในครรภ์:
    • การเฝ้าระวังการเต้นของหัวใจทารก (Fetal Heart Rate Monitoring): เพื่อประเมินภาวะสุขภาพของทารก และตรวจจับภาวะหัวใจเต้นเร็วที่อาจเกิดจาก Beta-agonists หรือภาวะทารกเครียด
    • การตรวจอัลตราซาวนด์: เพื่อประเมินปริมาณน้ำคร่ำ โดยเฉพาะเมื่อใช้ Indomethacin เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะ Oligohydramnios ได้
    • การตรวจ Biohysical Profile (BPP): ในบางรายเพื่อประเมินสุขภาพทารกโดยรวม
  • การประเมินภาวะการตั้งครรภ์:
    • การหดรัดตัวของมดลูก: ติดตามความถี่และความแรงของการหดรัดตัวของมดลูกอย่างต่อเนื่อง
    • การเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก: ตรวจซ้ำเพื่อดูว่าการเปิดของปากมดลูกหยุดชะงักหรือกลับเป็นปกติหรือไม่
    • สัญญาณของการติดเชื้อ: เช่น ไข้, มดลูกกดเจ็บ, สารคัดหลั่งจากช่องคลอดมีกลิ่นผิดปกติ
การหยุดยาเพื่อยับยั้งการคลอดมักจะพิจารณาเมื่อการหดรัดตัวของมดลูกสงบลง, ได้รับสเตียรอยด์ครบถ้วน, หรือเมื่อพบข้อห้ามในการยับยั้งการคลอดเกิดขึ้น

สรุป

การจัดการภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการตัดสินใจทางคลินิกอย่างรวดเร็วและถูกต้อง การวินิจฉัยคลอดก่อนกำหนดที่มีประสิทธิภาพ การเลือกใช้ยายับยั้งคลอดก่อนกำหนดที่เหมาะสม และการให้สเตียรอยด์ทารกในครรภ์ตามข้อบ่งชี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในทารกแรกเกิด การติดตามภาวะมารดาและทารกอย่างใกล้ชิดระหว่างการรักษาจะช่วยให้การจัดการเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ทารกมีโอกาสที่ดีที่สุดในการมีชีวิตรอดและมีพัฒนาการที่ดี

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down