ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความปลอดภัย: ทำไมการตรวจคัดกรองสุขภาพจึงมีความสำคัญ

"เรากำลังจะแต่งงานและวางแผนจะมีลูกกันในอีกไม่ช้า ต้องตรวจร่างกายอะไรบ้าง" คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจของแพทย์วางแผนครอบครัว คู่รักหลายคู่มักพุ่งเป้าไปที่การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การตรวจกลุ่มโรคทางพันธุกรรมอย่างธาลัสซีเมีย หรือการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ทว่ามีภัยเงียบอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือกลุ่มเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งอาจแฝงตัวอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใดๆ เป็นเวลานานหลายปี

การตรวจไวรัสตับอักเสบก่อนมีบุตรจึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความปลอดภัยที่ช่วยปกป้องทั้งตัวคุณ คู่ชีวิต และลูกน้อยที่จะกำเนิดมาในอนาคต เพราะการตรวจพบเชื้อตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษา ควบคุมปริมาณไวรัส และเตรียมมาตรการป้องกันการส่งต่อเชื้อได้อย่างทันท่วงที

กลไกการส่งผ่านเชื้อจากแม่สู่ลูกและแนวทางการป้องกันทางการแพทย์

สำหรับคุณแม่ที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ความกังวลใจสูงสุดคือการแพร่เชื้อสู่ลูกในท้อง กลไกการส่งผ่านเชื้อจากมารดาสู่ทารก (Vertical Transmission) ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์ แต่เกิดขึ้นในช่วง "ระหว่างการคลอด" เป็นหลัก เมื่อทารกต้องสัมผัสกับเลือดและสารคัดหลั่งในช่องคลอดของคุณแม่ นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มีการซึมผ่านของเลือดแม่สู่ลูกผ่านทางรกในช่วงไตรมาสสุดท้ายหรือขณะเจ็บครรภ์คลอด

หากทารกแรกเกิดได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเข้าสู่ร่างกาย จะมีโอกาสสูงถึงร้อยละ 90 ที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ดี แพทย์แผนกสูตินรีเวชและกุมารเวชศาสตร์มีแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงมากในปัจจุบัน ซึ่งสามารถลดอัตราการติดเชื้อในทารกเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ได้ด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้:

  • การตรวจคัดกรองเชิงรุก: คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนจะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ในการฝากครรภ์ครั้งแรก
  • การให้สารภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (HBIG): ทันทีหลังคลอด (ภายใน 12 ชั่วโมง) ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อจะได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือ Hepatitis B Immunoglobulin (HBIG) บริเวณหน้าขา พร้อมๆ กับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเข็มแรกที่หน้าขาอีกข้างหนึ่ง
  • การใช้ยาต้านไวรัสในคุณแม่: ในกรณีที่คุณแม่มีปริมาณไวรัสในเลือดสูงมาก (High Viral Load) แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่ปลอดภัยแก่คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสสุดท้าย เพื่อลดปริมาณไวรัสให้ต่ำที่สุดก่อนถึงกำหนดคลอด

พฤติกรรมเสี่ยงและการติดต่อ: เข้าใจช่องทางการแพร่กระจายเพื่อการป้องกันร่วมกัน

การป้องกันการแพร่เชื้อในครอบครัวจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติการติดต่อของโรค เชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีติดต่อผ่านช่องทางหลักที่คล้ายคลึงกับเชื้อเอชไอวี แต่มีความทนทานและสามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่า โดยผ่านทาง:

  • การมีเพศสัมพันธ์: เป็นช่องทางการส่งผ่านเชื้อที่พบบ่อยในชีวิตคู่ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันย่อมทำให้อีกฝ่ายได้รับเชื้อได้ง่าย
  • การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งโดยตรง: ผ่านการใช้อุปกรณ์ส่วนตัวร่วมกันที่มีโอกาสปนเปื้อนเลือด แม้จะเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน หรือกรรไกรตัดเล็บ
  • การทำหัตถการที่ใช้เข็มร่วมกัน: เช่น การสักผิวหนัง การเจาะหู หรือการฝังเข็มที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อตามมาตรฐานทางการแพทย์

การสร้างภูมิคุ้มกันอย่างปลอดภัย: ตารางเวลาการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

สำหรับคู่รักที่ผ่านการตรวจไวรัสตับอักเสบก่อนมีบุตรแล้วพบว่าไม่มีเชื้อ (HBsAg เป็นลบ) แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน (Anti-HBs เป็นลบ) แพทย์จะแนะนำให้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีทันทีก่อนการตั้งครรภ์จะเริ่มขึ้น เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและปลอดภัย โดยตารางการฉีดวัคซีนมาตรฐานประกอบด้วยการฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ดังนี้:

  • เข็มที่ 1: ฉีดในวันที่ต้องการเริ่มต้นรับวัคซีน
  • เข็มที่ 2: ฉีดห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 1 เดือน
  • เข็มที่ 3: ฉีดห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 6 เดือน (หรือห่างจากเข็มที่สองเป็นเวลา 5 เดือน)

หลังจากฉีดวัคซีนครบทั้ง 3 เข็มประมาณ 1-2 เดือน แพทย์อาจทำการนัดหมายเพื่อเจาะเลือดตรวจหาระดับภูมิคุ้มกัน (Anti-HBs) อีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงเพียงพอในการป้องกันการติดเชื้อ (มากกว่า 10 mIU/mL)

การแสดงความรักและความรับผิดชอบต่อคู่ชีวิตและลูกน้อยในอนาคตที่ดีที่สุด คือการเตรียมความพร้อมทางสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ การสละเวลาเข้ารับการตรวจคัดกรองและรับวัคซีนป้องกันอย่างครบถ้วน จะช่วยให้ก้าวแรกของการสร้างครอบครัวใหม่เต็มไปด้วยความอุ่นใจและปราศจากความกังวลใจในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down