อาการตาบวมเป่งตอนตื่นนอนตอนเช้า ร่วมกับปัสสาวะที่มีสีเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาลเข้มคล้ายน้ำโค้กหรือน้ำชาแก่ หลังจากที่เด็กๆ เพิ่งหายจากการเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือมีแผลพุพองตามผิวหนังได้ไม่นาน อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนี่คือสัญญาณเตือนคลาสสิกของ ภาวะไตอักเสบเฉียบพลันหลังการติดเชื้อ หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Post-Streptococcal Acute Glomerulonephritis (PSGN) ซึ่งเป็นโรคไตที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน และมักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก
เบื้องหลังปัสสาวะสีโค้ก: กลไกการสะสมของคอมเพล็กซ์ภูมิคุ้มกันที่หลอดเลือดฝอยไต (PSGN)
หลายคนอาจสงสัยว่า การติดเชื้อที่ลำคอหรือผิวหนังไปเกี่ยวข้องกับไตที่อยู่บริเวณบั้นเอวได้อย่างไร ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเชื้อแบคทีเรียไม่ได้เดินทางไปทำลายไตโดยตรง แต่เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตค็อกคัส ชนิดเอ (Group A Streptococcus) ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างโปรตีนที่เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาต่อสู้และจับกับตัวเชื้อแบคทีเรีย เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่เรียกว่า คอมเพล็กซ์ภูมิคุ้มกัน (Immune Complex)
สารประกอบเชิงซ้อนนี้จะไหลเวียนไปตามกระแสเลือด จนกระทั่งไปติดค้างและสะสมอยู่ที่ หลอดเลือดฝอยไต (Glomeruli) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกรองของเสีย เมื่อมีการสะสมของคอมเพล็กซ์ภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น จะไปกระตุ้นกระบวนการอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยไตถูกทำลาย เม็ดเลือดแดงและโปรตีนที่ควรจะถูกกักไว้ในกระแสเลือดจึงรั่วไหลออกมากับปัสสาวะ และทำให้ความสามารถในการกรองน้ำและของเสียของไตลดลงอย่างเฉียบพลัน
ระยะฟักตัวและอาการแสดงทางคลินิกที่ต้องเฝ้าระวัง
ภาวะไตอักเสบชนิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีในขณะที่ผู้ป่วยกำลังมีอาการเจ็บคอหรือเป็นแผล แต่จะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า "ระยะแฝง" หรือระยะฟักตัว ซึ่งแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของการติดเชื้อเริ่มต้น:
- หลังการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน (เจ็บคอหรือต่อมทอนซิลอักเสบ): มักใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังหายป่วย
- หลังการติดเชื้อที่ผิวหนัง (แผลพุพองหรือผิวหนังอักเสบ): มักใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานกว่าเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังใช้เวลาตอบสนองแตกต่างกัน
เมื่อพ้นระยะแฝงแล้ว ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการทางคลินิกที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้:
1. ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria): ปัสสาวะจะมีสีเข้มอย่างเห็นได้ชัด เช่น สีแดงคล้ำ สีชาแก่ หรือสีเหมือนน้ำโค้ก เกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงจำนวนมากรั่วผ่านหลอดเลือดฝอยไตที่อักเสบ
2. อาการบวมน้ำ (Edema): อาการบวมมักเริ่มที่บริเวณรอบดวงตา โดยเฉพาะในช่วงตื่นนอนตอนเช้า และอาจลามไปยังบริเวณหน้า แขน ขา หรือหลังเท้า เนื่องจากไตสูญเสียความสามารถในการขับเกลือโซเดียมและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย
3. ความดันโลหิตสูง (Hypertension): เกิดจากการคั่งของน้ำและเกลือในกระแสเลือด ในรายที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้มีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คลื่นไส้ หรืออาจถึงขั้นชักได้
การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันภาวะไตอักเสบ
เพื่อยืนยันว่าอาการบวมและปัสสาวะสีเข้มเกิดจาก ภาวะไตอักเสบเฉียบพลันหลังการติดเชื้อ จริง แพทย์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายด้านร่วมกัน:
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): จะพบเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก และอาจพบตะกอนปัสสาวะชนิดพิเศษที่เรียกว่า Red Blood Cell Casts ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าเม็ดเลือดแดงนั้นมาจากตัวกรองไตโดยตรง นอกจากนี้ยังพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะระดับน้อยถึงปานกลาง
- การตรวจหาร่องรอยการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส: แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาแอนติบอดี เช่น Antistreptolysin O (ASO) titer ซึ่งมักจะสูงขึ้นในผู้ป่วยที่เพิ่งมีการติดเชื้อที่ลำคอ หรือ Anti-DNase B ซึ่งมีความไวสูงในการตรวจจับร่องรอยการติดเชื้อที่ผิวหนัง
- การตรวจระดับคอมพลีเมนต์ (Complement Level): ในระยะเฉียบพลันของโรค ระดับคอมพลีเมนต์ชนิด C3 ในเลือดจะต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสารนี้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการอักเสบที่ตัวกรองไต ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการช่วยแยกโรคนี้ออกจากภาวะไตอักเสบชนิดอื่น
- การตรวจการทำงานของไต (Kidney Function Test): การตรวจระดับสารยูเรียในเลือด (BUN) และครีอะตินีน (Creatinine) เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะไตวายเฉียบพลันที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย
แนวทางการรักษาและพยากรณ์โรคของภาวะไตอักเสบชนิดนี้ในเด็ก
แม้ว่าอาการของโรคจะดูน่ากลัวและทำให้ครอบครัวเกิดความกังวลใจเป็นอย่างมาก แต่ข่าวดีคือ ภาวะไตอักเสบเฉียบพลันหลังการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสในเด็กส่วนใหญ่มีพยากรณ์โรคที่ดีมาก และสามารถหายขาดได้เองเกือบทั้งหมด โดยมีอัตราการหายขาดสูงกว่าร้อยละ 95 และมีเพียงส่วนน้อยมากที่จะกลายเป็นโรคไตเรื้อรัง
เนื่องจากโรคนี้ไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงที่ตัวไต แนวทางการรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตราย ดังนี้:
- การควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่: ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด แพทย์จะแนะนำให้จำกัดปริมาณการดื่มน้ำและการบริโภคเกลือโซเดียมอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอาการบวมและควบคุมความดันโลหิต
- การใช้ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): ในผู้ป่วยที่มีอาการบวมมากหรือมีความดันโลหิตสูง แพทย์จะให้ยาขับปัสสาวะเพื่อช่วยเร่งการขับน้ำและเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย
- การควบคุมความดันโลหิต: หากใช้ยาขับปัสสาวะแล้วความดันยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิตกลุ่มที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายต่อสมองและหัวใจ
- การใช้ยาปฏิชีวนะ: ยาปฏิชีวนะจะได้รับก็ต่อเมื่อผลการตรวจยังพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัสหลงเหลืออยู่ในร่างกาย เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
หลังพ้นระยะวิกฤต อาการบวมและความดันโลหิตสูงมักจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนปัสสาวะสีโค้กจะค่อยๆ จางลง อย่างไรก็ดี การพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะในปริมาณเล็กน้อยที่ต้องส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อาจยังคงอยู่ได้นานหลายเดือนหรืออาจถึงปี ซึ่งแพทย์จะนัดติดตามอาการและตรวจปัสสาวะเป็นระยะจนกว่าจะมั่นใจว่าไตของเด็กกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์ร้อยละร้อย