ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แนวทางการปฏิบัติตนและเวชปฏิบัติฉุกเฉินหลังสัมผัสเชื้อ: การปฐมพยาบาล การดูแลแผล และการให้สารภูมิคุ้มกัน

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต หากไม่ได้รับการป้องกันและรักษาอย่างทันท่วงที การสัมผัสเชื้อไม่ว่าจะเป็นการถูกกัด ข่วน หรือเลียบริเวณบาดแผลหรือเยื่อบุ ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วและถูกต้อง บทความนี้มุ่งให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การดูแลบาดแผล การให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการใช้อิมมูโนโกลบูลิน เพื่อให้ผู้สัมผัสเชื้อและบุคลากรทางการแพทย์สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการดูแลรักษาบาดแผลที่เกิดจากสัตว์กัดอย่างถูกสุขอนามัยทางการแพทย์

การปฐมพยาบาลโรคพิษสุนัขบ้าที่ถูกต้องทันทีหลังการสัมผัสเชื้อเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้:

  • ล้างทำความสะอาดแผลทันทีและนานที่สุด: เมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือน้ำยาทำความสะอาดแผลโดยเร็วที่สุด ทำซ้ำๆ และฟอกสบู่หลายๆ ครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 10-15 นาที การทำความสะอาดอย่างทั่วถึงจะช่วยชะล้างอนุภาคไวรัสที่อาจปนเปื้อนอยู่บริเวณบาดแผลออกไป
  • ใช้สารฆ่าเชื้อ: หลังจากล้างแผลด้วยน้ำและสบู่แล้ว ให้ใช้สารฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์ทำลายไวรัส เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือแอลกอฮอล์ 70% เช็ดทำความสะอาดแผลอีกครั้ง
  • ห้ามเย็บแผลทันที: โดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรเย็บปิดแผลที่ถูกสัตว์กัดทันที เนื่องจากอาจมีผลต่อการกระจายของไวรัสและเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ หากมีความจำเป็นต้องเย็บแผลด้วยเหตุผลทางการแพทย์ เช่น แผลลึกมากและมีเลือดออกไม่หยุด ควรทำความสะอาดแผลอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนเย็บ และควรเย็บแบบหลวมๆ เพื่อให้มีการระบายของสารคัดหลั่ง
  • ปรึกษาแพทย์ทันที: ไม่ว่าบาดแผลจะเล็กน้อยเพียงใด ผู้ถูกกัดหรือข่วนควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำจากแพทย์โดยเร็วที่สุด แพทย์จะประเมินความรุนแรงของแผล ชนิดของสัตว์ที่กัด และสถานการณ์การสัมผัส เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
  • พิจารณาวัคซีนบาดทะยัก: ในกรณีที่ผู้สัมผัสเชื้อไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน หรือฉีดเข็มกระตุ้นไม่ครบตามกำหนด แพทย์อาจพิจารณาให้วัคซีนบาดทะยักร่วมด้วย เนื่องจากแผลสัตว์กัดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบาดทะยัก

2. แนวทางการป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (Post-exposure Prophylaxis: PEP) ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) หลังการสัมผัสเชื้อเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค โดยมีหลักการดังนี้:

  • ความสำคัญของการฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด: ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันทีที่ได้รับการประเมินจากแพทย์ว่ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุดจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันท่วงทีก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง
  • ตารางการฉีดวัคซีน: โดยทั่วไป วัคซีนจะถูกฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular: IM) หรือเข้าในผิวหนัง (Intradermal: ID) ตามตารางมาตรฐานที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมักประกอบด้วยหลายเข็มในระยะเวลาที่กำหนด เช่น วันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 (สำหรับวิธี IM) หรือ 0, 3, 7, 28 (สำหรับวิธี ID) การปฏิบัติตามตารางการฉีดวัคซีนอย่างเคร่งครัดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์
  • ประสิทธิภาพและความปลอดภัย: วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้เกือบ 100% หากได้รับการฉีดครบถ้วนตามกำหนดและทันเวลา ผลข้างเคียงมักไม่รุนแรง เช่น ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำๆ
  • กรณีผู้ที่เคยได้รับวัคซีนครบมาก่อน: หากผู้สัมผัสเชื้อเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบชุดมาก่อนภายในระยะเวลาที่กำหนด แพทย์อาจพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 2 เข็มในวันที่ 0 และ 3 โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอิมมูโนโกลบูลิน (RIG)

3. ข้อบ่งชี้ทางคลินิกและหลักการใช้อิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immune Globulin: RIG) ชนิดต่างๆ เพื่อทำลายฤทธิ์ไวรัสบริเวณแผล

อิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immune Globulin: RIG) คือแอนติบอดีสำเร็จรูปที่ให้ภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายได้ทันที เพื่อทำลายฤทธิ์ไวรัสในบริเวณแผลขณะที่ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน

  • วัตถุประสงค์: RIG ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันเชิงรับ (Passive Immunity) โดยให้แอนติบอดีแก่ผู้สัมผัสเชื้อโดยตรง เพื่อต่อต้านไวรัสที่อาจจะเข้าสู่ร่างกายในระยะแรก ก่อนที่ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนจะเริ่มทำงาน
  • ประเภทของ RIG:
    • Human Rabies Immune Globulin (HRIG): สกัดจากพลาสมาของมนุษย์ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและมีระดับแอนติบอดีสูง เป็นชนิดที่แนะนำให้ใช้มากที่สุดเนื่องจากมีความปลอดภัยสูงและโอกาสเกิดปฏิกิริยาแพ้น้อย
    • Equine Rabies Immune Globulin (ERIG): สกัดจากซีรั่มของม้าที่ได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ใช้เป็นทางเลือกเมื่อ HRIG ไม่สามารถหาได้ อาจมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาแพ้ได้มากกว่า HRIG จึงมักมีการทดสอบปฏิกิริยาทางผิวหนัง (skin test) ก่อนการฉีด
  • ข้อบ่งชี้ในการใช้ RIG: โดยทั่วไป RIG จะพิจารณาให้ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อบาดแผลเป็นชนิดรุนแรง หรืออยู่ในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของไวรัสสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างรวดเร็ว เช่น
    • บาดแผลลึก หรือมีรอยฉีกขาดของเนื้อเยื่อ
    • บาดแผลบริเวณศีรษะ ใบหน้า คอ มือ เท้า หรืออวัยวะเพศ
    • บาดแผลที่เกิดจากการกัดของสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า หรือสัตว์ที่หายไปไม่สามารถเฝ้าสังเกตอาการได้
    • การสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อเข้าสู่เยื่อบุตา ปาก หรือจมูก
    • ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเกิดจากโรคประจำตัว หรือการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • หลักการใช้ RIG:
    • การคำนวณปริมาณยา: ปริมาณ RIG จะคำนวณตามน้ำหนักตัว โดย HRIG อยู่ที่ 20 IU/kg และ ERIG อยู่ที่ 40 IU/kg
    • การฉีดบริเวณแผล: RIG ควรถูกฉีดเข้าไปในบริเวณรอบๆ แผลที่ถูกกัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (infiltration) เพื่อให้แอนติบอดีทำลายไวรัสโดยตรงในบริเวณที่สัมผัสเชื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
    • ส่วนที่เหลือ: หากมี RIG เหลือจากการฉีดรอบแผล ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ห่างจากบริเวณที่ฉีดวัคซีน เช่น ฉีดวัคซีนที่ต้นแขนข้างหนึ่ง และฉีด RIG ที่ต้นแขนอีกข้าง หรือสะโพก
    • ช่วงเวลาการให้: ควรให้ RIG โดยเร็วที่สุดหลังสัมผัสเชื้อ พร้อมกับการให้วัคซีนเข็มแรก หากไม่สามารถให้ RIG ได้ทันที อาจให้ได้ภายใน 7 วันหลังจากการให้วัคซีนเข็มแรก หากเกิน 7 วันไปแล้ว ร่างกายมักจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้เอง การให้ RIG หลังจากนั้นอาจไม่จำเป็นหรือไม่ก่อประโยชน์เพิ่มขึ้น
  • ข้อควรระวัง: การฉีด RIG อาจทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ณ จุดที่ฉีด และในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะ ERIG จึงต้องมีการเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างใกล้ชิด

4. เกณฑ์การพิจารณาและแนวทางการดูแลรักษาผู้สัมผัสเชื้อในกรณีพิเศษ เช่น สตรีมีครรภ์และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การดูแลรักษาผู้สัมผัสเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าในกลุ่มประชากรพิเศษต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่หลักการสำคัญคือ การป้องกันการเสียชีวิตจากโรคยังคงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

  • สตรีมีครรภ์:
    • ความปลอดภัย: ทั้งวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและ Human Rabies Immune Globulin (HRIG) ถือว่าปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ ไม่พบหลักฐานว่ามีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
    • การตัดสินใจรักษา: เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต การตั้งครรภ์จึงไม่ใช่ข้อห้ามในการรับวัคซีนหรือ RIG หากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรให้การรักษาตามแนวทางปกติโดยไม่ล่าช้า
    • คำแนะนำเพิ่มเติม: แพทย์จะให้คำแนะนำและประเมินความเสี่ยงและประโยชน์อย่างละเอียดกับสตรีมีครรภ์ก่อนเริ่มการรักษา
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง:
    • ความเสี่ยง: ผู้ป่วยกลุ่มนี้ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังได้รับเคมีบำบัด, ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดเชื้อรุนแรง และอาจตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่ดีเท่าคนปกติ
    • แนวทางการรักษา:
      • ควรให้ทั้งวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและ RIG หากมีข้อบ่งชี้
      • อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนเพิ่มเป็นจำนวนเข็มมากกว่าปกติ หรือฉีดในขนาดที่สูงขึ้น (กรณีฉีด ID)
      • การตรวจระดับภูมิคุ้มกัน: แนะนำให้ตรวจระดับแอนติบอดี (Rabies neutralizing antibody titer) ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังจากการฉีดวัคซีนเข็มสุดท้าย เพื่อยืนยันว่าร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เพียงพอ หากระดับแอนติบอดีไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด อาจจำเป็นต้องพิจารณาการฉีดวัคซีนกระตุ้นเพิ่มเติม
      • ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
  • เด็กเล็กและผู้สูงอายุ: หลักการรักษาและการให้วัคซีน/RIG จะเหมือนกับผู้ใหญ่ทั่วไป แต่การคำนวณปริมาณ RIG จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด ควรให้ความสำคัญกับการดูแลบาดแผลและการเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากการรักษาในกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

ข้อควรจำ: การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง การรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการพิจารณาให้ RIG อย่างเหมาะสม คือกุญแจสำคัญในการป้องกันการเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหายเมื่อมีอาการแล้ว ดังนั้น หากมีการสัมผัสเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างถูกวิธี

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down