เมื่อแพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจส่องกล้องรักษาท่อน้ำดีและตับอ่อน หรือที่เรียกว่าหัตถการ ERCP (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography) คนไข้หลายท่านอาจมีความวิตกกังวลถึงขั้นตอนการรักษาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ หลังการทำหัตถการเสร็จสิ้น อาการปวดแน่นท้องเพียงเล็กน้อยจากการเป่าลมขณะส่องกล้องเป็นสิ่งที่พบได้ปกติ แต่หากเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ปวดจุกบริเวณลิ้นปี่ทะลุไปถึงหลัง ร่วมกับอาการกวนใจอย่างการคลื่นไส้อาเจียนไม่หยุด อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เพียงแค่ลมในท้อง แต่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะ ตับอ่อนอักเสบหลังทำ ERCP ซึ่งเป็นผลข้างเคียงสำคัญที่ทีมแพทย์ให้ความระมัดระวังและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดที่สุด
สาเหตุและกลไกการกระตุ้นให้เกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
การทำ ERCP เป็นหัตถการที่ต้องใช้กล้องส่องเข้าไปถึงลำไส้เล็กส่วนต้นเพื่อหาจุดเปิดของท่อน้ำดีและตับอ่อน (Ampulla of Vater) จากนั้นแพทย์จะทำการใส่สายยางขนาดเล็กเข้าไปเพื่อฉีดสารทึบแสงและถ่ายภาพรังสี ในกระบวนการนี้เองที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบตับอ่อนได้จากหลายปัจจัย:
- การระคายเคืองเชิงกลที่รูเปิดตับอ่อน: การพยายามใส่สายอุปกรณ์ผ่านรูเปิดที่มีขนาดเล็กหรือมีความซับซ้อน อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ เกิดการบวมบวมน้ำ และเกิดภาวะรูเปิดหดเกร็ง (Sphincter spasm) ส่งผลให้การระบายน้ำดีและน้ำย่อยตับอ่อนติดขัด
- การฉีดสารทึบแสงเข้าสู่ท่อตับอ่อน: การฉีดสารทึบแสงเพื่อดูลักษณะทางกายภาพ อาจทำให้เกิดแรงดัน hydrostatic pressure ภายในท่อตับอ่อนสูงขึ้น รวมถึงคุณสมบัติทางเคมีของสารทึบแสงเองก็อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับอ่อนได้
- การทำหัตถการรักษาเพิ่มเติม: เช่น การตัดกล้ามเนื้อหูรูด (Sphincterotomy) ด้วยกระแสไฟฟ้า หรือการขยายท่อน้ำดี ซึ่งความร้อนและบาดแผลอาจส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อตับอ่อนที่อยู่ใกล้เคียง
เมื่อท่อตับอ่อนเกิดการอุดตันหรือระคายเคือง น้ำย่อยตับอ่อนที่ไม่สามารถไหลออกมาสู่ลำไส้ตามปกติได้ จะเริ่มทำลายและย่อยเนื้อเยื่อของตัวตับอ่อนเอง (Autodigestion) นำไปสู่กระบวนการอักเสบเฉียบพลันในที่สุด
สังเกตอาการเตือน: ปวดจุกเหนือสะดือร้าวไปหลังและอาเจียนรุนแรง
การแยกแยะอาการปวดท้องปกติหลังส่องกล้องออกจากภาวะ ตับอ่อนอักเสบหลังทำ ERCP เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยลักษณะอาการสำคัญที่คนไข้และญาติควรรู้จักมีดังนี้:
- อาการปวดท้องรุนแรงและจำเพาะ: มักมีอาการปวดจุกแน่นบริเวณเหนือสะดือหรือใต้ลิ้นปี่ อาการปวดจะมีลักษณะต่อเนื่อง รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีจุดเด่นคือ การปวดร้าวทะลุไปยังบริเวณหลัง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการอักเสบในอวัยวะที่อยู่หลังช่องท้องอย่างตับอ่อน
- อาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง: อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย เนื่องจากระบบทางเดินอาหารหยุดทำงานชั่วคราวจากกระบวนการอักเสบ
- อาการร่วมอื่นๆ: อาจมีไข้ ตึงแน่นท้อง หน้าท้องแข็งเกร็งเมื่อกด หรือมีภาวะความดันโลหิตต่ำร่วมด้วย
ข้อสังเกต: อาการปวดจากลมในท้องหลังส่องกล้องทั่วไป มักเป็นอาการปวดบิดเป็นพักๆ และจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากการผายลม แต่อาการจากตับอ่อนอักเสบจะปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่หายไปเอง
แนวทางการจำกัดอาหารและการเฝ้าระวังทางคลินิกอย่างปลอดภัย
เมื่อทีมแพทย์สงสัยหรือวินิจฉัยภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันหลังการทำ ERCP หลักการรักษาสำคัญคือการพักการทำงานของตับอ่อนอย่างสมบูรณ์ เพื่อลดการสร้างน้ำย่อยและเปิดโอกาสให้เนื้อเยื่อตับอ่อนได้ฟื้นฟูตนเองอย่างปลอดภัย
1. การจำกัดอาหารและน้ำทางปาก (NPO)
แพทย์จะให้คนไข้งดน้ำและอาหารทางปากทันที เนื่องจากกลิ่น รสชาติ หรือสัมผัสของอาหาร จะไปกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งน้ำย่อยออกมามากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น ในระหว่างนี้คนไข้จะได้รับสารอาหาร น้ำ และเกลือแร่ที่จำเป็นผ่านทางสายส่งสารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างเพียงพอ
2. การให้สารน้ำอย่างเข้มข้น (Aggressive Intravenous Hydration)
การอักเสบของตับอ่อนทำให้หลอดเลือดมีการรั่วซึมของสารน้ำเข้าสู่เนื้อเยื่อ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในปริมาณที่เหมาะสมและรวดเร็ว จะช่วยรักษาปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงตับอ่อน ป้องกันภาวะเนื้อเยื่อตับอ่อนตาย และช่วยให้อวัยวะสำคัญอื่นๆ ทำงานได้อย่างปกติ
3. การเฝ้าระวังทางคลินิกอย่างใกล้ชิด
ทีมแพทย์และพยาบาลจะทำการตรวจติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่:
- ประเมินระดับความปวดและให้ยาแก้ปวดที่เหมาะสมและปลอดภัย
- ตรวจวัดสัญญาณชีพ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และปริมาณปัสสาวะทุกชั่วโมง
- เจาะเลือดตรวจติดตามระดับเอนไซม์ตับอ่อน (Amylase และ Lipase) รวมถึงค่าการทำงานของไตและสารก่อการอักเสบ
- พิจารณาทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ในกรณีที่อาการอักเสบรุนแรงเพื่อประเมินความเสียหายของเนื้อเยื่อ
ภาวะตับอ่อนอักเสบหลังทำ ERCP เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยการวางแผนป้องกันตั้งแต่ก่อนทำหัตถการ เช่น การพิจารณาใส่ท่อระบายท่อตับอ่อนชั่วคราว (Pancreatic stent) ในกลุ่มเสี่ยงสูง ร่วมกับการเฝ้าระวังอาการหลังทำอย่างใกล้ชิด หากพบผิดปกติและได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที อาการอักเสบจะค่อยๆ สงบลง และคนไข้จะสามารถกลับมารับประทานอาหารและฟื้นตัวได้อย่างปลอดภัย