เมื่อการพูดดีๆ กลายเป็นการประชันอารมณ์ในครอบครัว
ในห้องตรวจกุมารเวชศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่คุณหมอมักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่ระบายความอัดอั้นตันใจอยู่เสมอคือ เรื่องพฤติกรรมของลูกที่ไม่ยอมฟังคำสั่ง ชอบต่อต้าน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ และหลายครั้งสถานการณ์มักจบลงด้วยการโวยวาย ร้องไห้ หรือการลงโทษด้วยอารมณ์ ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กในระยะยาวแล้ว ยังบั่นทอนความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อแม่และลูกอีกด้วย
การที่เด็กแสดงท่าทีต่อต้านหรือปฏิเสธคำสั่ง แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามวัยในการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง ทว่าการตอบสนองของผู้อภิบาลเป็นตัวกำหนดว่าพฤติกรรมเหล่านั้นจะพัฒนาไปในทิศทางใด การทำความเข้าใจพฤติกรรมเด็กและนำ เทคนิคแรงเสริมเชิงบวก มาใช้อย่างถูกวิธี จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมต่อต้านให้กลายเป็นการร่วมมือได้อย่างยั่งยืน
1. ทำความเข้าใจพฤติกรรมเด็กผ่านหลักการวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงประยุกต์
ตามหลักจิตวิทยาเด็กและการวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงประยุกต์ (Applied Behavior Analysis: ABA) พฤติกรรมทุกอย่างของเด็กล้วนมีเป้าหมายและฟังก์ชันในตัวเอง โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการสองประการหลัก คือ เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ต้องการทำ
เทคนิคแรงเสริมเชิงบวก คือการให้สิ่งกระตุ้นที่เด็กพึงพอใจทันทีหลังจากที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่ดี เพื่อเพิ่มโอกาสให้พฤติกรรมที่ดีนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต หลักการนี้แตกต่างจากการติดสินบน เพราะการติดสินบนคือการเสนอข้อแลกเปลี่ยนในขณะที่เด็กกำลังแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือต่อต้าน (เช่น สัญญาว่าจะซื้อของเล่นให้หากยอมหยุดร้องไห้) ซึ่งกลับกลายเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ตั้งใจ ในขณะที่แรงเสริมเชิงบวกจะมอบให้เมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่ถูกต้องเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น
2. ศิลปะการชมเชยแบบเจาะจงพฤติกรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจภายใน
คำชมเชยเปรียบเสมือนรางวัลทางใจที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับเด็ก แต่การชมเพียงคำว่า "เก่งมาก" หรือ "ดีมาก" เป็นการชมที่กว้างเกินไปและไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่าตนเองทำความดีอย่างไร การใช้เทคนิคแรงเสริมเชิงบวกผ่านการชมเชยที่มีประสิทธิภาพ ควรมีลักษณะเฉพาะเจาะจงดังนี้
- บอกพฤติกรรมที่ถูกต้องอย่างชัดเจน: แทนที่จะพูดว่า "วันนี้หนูเป็นเด็กดีจัง" ให้เปลี่ยนเป็น "แม่ภูมิใจมากที่คุณเก็บของเล่นเข้ากล่องทันทีหลังจากที่เล่นเสร็จ"
- เน้นย้ำความพยายามมากกว่าผลลัพธ์: ชื่นชมในความตั้งใจและการฝึกฝน เช่น "พ่อเห็นลูกพยายามผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองจนสำเร็จ เก่งมากที่มีความอดทน"
- แสดงออกทางภาษากายร่วมด้วย: การสบตา ยิ้มแย้ม สวมกอด หรือลูบศีรษะเบาๆ ในขณะที่ชม จะช่วยเพิ่มพลังของคำพูดและทำให้เด็กรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัย
การชมเชยอย่างเจาะจงและสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนา แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ทำให้เด็กอยากทำพฤติกรรมที่ดีนั้นซ้ำอีกด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการของรางวัลภายนอก
3. ระบบตารางสะสมแต้ม เครื่องมือช่วยฝึกพฤติกรรมเป้าหมาย
สำหรับเด็กวัยเรียนรู้ การใช้ระบบสะสมแต้ม (Token Economy) ร่วมกับเทคนิคแรงเสริมเชิงบวก เป็นเครื่องมือเชิงรูปธรรมที่ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าของตนเองอย่างชัดเจน โดยมีขั้นตอนการจัดทำดังนี้
กำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนและทำได้จริง
หลีกเลี่ยงคำสั่งที่คลุมเครือ เช่น "ต้องทำตัวดีๆ" แต่ให้ระบุให้ชัดเจน เช่น "แปรงฟันก่อนเวลาสองทุ่ม" หรือ "ทำการบ้านเสร็จก่อนดูโทรทัศน์" โดยในช่วงแรกควรตั้งเป้าหมายเพียง 1-2 พฤติกรรมที่เด็กมีโอกาสทำสำเร็จได้ง่าย เพื่อสร้างกำลังใจ
กำหนดเงื่อนไขการสะสมแต้มและการแลกรางวัล
ให้แต้มหรือสติกเกอร์ทันทีที่เด็กทำพฤติกรรมเป้าหมายสำเร็จ และกำหนดของรางวัลที่สอดคล้องกับความสนใจของเด็ก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าสูงเสมอไป
"รางวัลที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือเวลาที่มีภาพจำร่วมกับพ่อแม่ เช่น การได้สิทธิ์เลือกนิทานอ่านก่อนนอนเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง การได้ไปเที่ยวสวนสาธารณะในวันหยุด หรือการมีสิทธิ์เลือกเมนูอาหารเย็นสำหรับครอบครัว"
4. การป้องกันกับดักการลงโทษและการประชดประชัน
เมื่อเด็กเริ่มต่อต้าน ปฏิกิริยาอัตโนมัติของผู้ใหญ่มักเป็นการตักเตือนด้วยอารมณ์ การขู่บังคับ หรือการใช้วาจาประชดประชัน เช่น "ถ้าไม่ทำก็ไม่ต้องทำเลยนะ" หรือ "ทำไมถึงดื้อแบบนี้" วิธีการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้พฤติกรรมต่อต้านแย่ลง แต่ยังส่งผลเสียต่อความเคารพในตัวเองของเด็กอีกด้วย
เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางได้ดังนี้
- ใช้การนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจที่ไม่รุนแรง (Active Ignoring): หากเด็กกรีดร้องหรือดื้อดึงโดยไม่มีอันตราย ให้หลีกเลี่ยงการสบตาหรือพูดโต้ตอบ และหันกลับมาให้ความสนใจทันทีเมื่อเด็กเริ่มสงบลง
- หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ประชดประชัน: เด็กยังไม่มีความสามารถในการเข้าใจความหมายซ่อนเร้นของการประชดประชัน การพูดจาตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่นจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
- เน้นย้ำกฎกติกามากกว่าการใช้อำนาจบังคับ: แทนที่จะใช้วิธีสั่งการ ให้เน้นย้ำถึงข้อตกลงที่เคยคุยกันไว้ เช่น "เมื่อเข็มยาวชี้เลขหก คือเวลาที่เราตกลงกันว่าจะปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์"
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกไม่ได้เกิดขึ้นได้ภายในวันเดียว ต้องอาศัยความเพียรพยายาม ความอดทน และความสม่ำเสมอของผู้ปกครอง การหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ลูกทำดี มากกว่าการจับผิดในสิ่งที่ลูกทำพลาด โดยใช้เทคนิคแรงเสริมเชิงบวก จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กให้เติบโตอย่างมั่นคงและมีความสุข