ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

"ไข้เริ่มลดลงแล้ว แต่ทำไมลูกดูซึมลง ตัวบวม และหายใจเร็วขึ้น"

นี่คือข้อสังเกตสำคัญที่กุมารแพทย์มักได้รับฟังจากคุณพ่อคุณแม่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้เลือดออกหรือโรคติดเชื้อรุนแรงระบาด หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อไข้ลดลงแปลว่าร่างกายกำลังฟื้นตัวและพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ในทางการแพทย์ ยามที่ไข้เริ่มลดลงหลังจากการมีไข้สูงลอยมาหลายวัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่อาจเกิด ภาวะพลาสมาสะสมนอกเส้นเลือดในเด็ก ซึ่งหากตรวจพบช้าและไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

กลไกการรั่วไหลของพลาสมาผ่านผนังหลอดเลือดฝอยในเด็กเล็ก

ร่างกายของคนเรามีระบบหลอดเลือดฝอยทำหน้าที่ลำเลียงเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ โดยปกติแล้ว ผนังหลอดเลือดฝอยจะมีช่องว่างขนาดเล็กมากที่ยอมให้เฉพาะน้ำและสารโมเลกุลขนาดเล็กผ่านเข้าออกได้ตามสมดุลธรรมชาติ แต่เมื่อเด็กเล็กเผชิญกับการติดเชื้อรุนแรง เช่น ไวรัสเดงกี (ไข้เลือดออก) หรือปอดอักเสบรุนแรง ร่างกายจะหลั่งสารก่อมะเร็งและการอักเสบออกมากระตุ้นให้ผนังหลอดเลือดฝอยเกิดการขยายตัวและสูญเสียความตึงตัว ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างเซลล์ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น

เมื่อช่องว่างนี้ขยายออก น้ำเลือดหรือพลาสมา (Plasma) ที่มีส่วนประกอบของน้ำและโปรตีนอัลบูมินจะไหลรั่วซึมผ่านผนังหลอดเลือดฝอยออกสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์ภายนอกหลอดเลือดทันที ส่งผลให้เกิด ภาวะพลาสมาสะสมนอกเส้นเลือดในเด็ก อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่มีขนาดใหญ่กว่ายังคงติดค้างอยู่ภายในหลอดเลือด ทำให้เลือดมีความเข้มข้นขึ้น (Hemoconcentration) และปริมาตรเลือดในระบบไหลเวียนลดลงอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะขาดน้ำในกระแสเลือด

สัญญาณเตือนของภาวะสารน้ำสะสมในช่องท้องและช่องพลูรา

เมื่อพลาสมาเริ่มรั่วไหลออกจากเส้นเลือด สารน้ำเหล่านี้จะเดินทางไปสะสมตามช่องว่างต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งตำแหน่งที่พบบ่อยและอันตรายที่สุดคือ ช่องท้อง (Peritoneal Cavity) และช่องพลูราหรือช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural Cavity) คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนทางร่างกายของลูกน้อยได้ดังนี้

  • อาการตัวบวมและหนังตาบวม: สังเกตเห็นใบหน้าของลูกเริ่มฉุ หนังตาบวมตุ่ย โดยเฉพาะในช่วงเช้า มือและเท้าเริ่มบวมตึง ถุงเท้าหรือเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้พอดีกลับดูคับแน่นขึ้น
  • ท้องอืดตึงเร่งด่วน: สารน้ำที่รั่วไหลเข้าไปสะสมในช่องท้องจะทำให้หน้าท้องของเด็กขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ท้องดูป่องและตึงแน่นเมื่อสัมผัส เด็กมักจะบ่นปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวาเนื่องจากตับโตและมีน้ำในช่องท้องกดทับ
  • อาการกระสับกระส่ายหรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: เนื่องจากปริมาตรเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง เด็กจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ไม่อยากเล่น ไม่อยากรับประทานอาหาร หรือในทางกลับกันอาจมีอาการกระสับกระส่าย ร้องกวนตลอดเวลา

การประเมินอาการเหนื่อยหอบและท้องอืดจากการคั่งของน้ำ

เมื่อพลาสมาปริมาณมากรั่วไหลเข้าไปสะสมในช่องเยื่อหุ้มปอด จะส่งผลให้ปอดไม่สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับน้ำในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นจะดันกะบังลมขึ้นไปเบียดพื้นที่ในทรวงอก ทำให้เด็กเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ การประเมินอาการในเบื้องต้นมีความสำคัญมากในการตัดสินใจนำส่งโรงพยาบาล

"วิธีสังเกตอาการหายใจเหนื่อยหอบที่ชัดเจนที่สุดคือ การนับอัตราการหายใจขณะที่เด็กกำลังหลับหรือสงบ หากเด็กอายุ 1-5 ปี หายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที หรือเด็กอายุมากกว่า 5 ปี หายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที ควบคู่กับการมีหน้าอกบุ๋มขณะหายใจเข้า ถือเป็นสัญญาณชีพจรวิกฤตที่ต้องเข้าพบแพทย์ทันที"

นอกจากนี้ การประเมินอาการท้องอืดจากการคั่งของน้ำ สามารถทำได้โดยการสังเกตท่าทางของเด็ก หากเด็กนอนงอเข่าขึ้นมาแนบชิดอกบ่อยครั้ง หรือแสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อลูบไล้บริเวณหน้าท้อง ควบคู่กับการมีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง ทานอาหารหรือน้ำไม่ได้เลย แสดงว่ามีแรงดันในช่องท้องสูงขึ้นจากปริมาณน้ำคั่งค้างที่มากเกินไป

แนวทางการดูแลและรักษาสมดุลสารน้ำโดยกุมารแพทย์

การจัดการกับภาวะน้ำรั่วออกนอกเส้นเลือดเปรียบเสมือนการเดินบนเส้นด้ายที่กุมารแพทย์ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างสูง เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการรักษาสมดุลสารน้ำให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด

  • การจำกัดและคำนวณปริมาณน้ำเกลืออย่างเข้มงวด: แพทย์จะหลีกเลี่ยงการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในปริมาณที่มากเกินไป เพราะจะยิ่งเร่งการรั่วซึมของน้ำเข้าไปท่วมปอดและช่องท้อง แต่จะให้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการรักษาแรงดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยเท่านั้น
  • การติดตามผลความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit): จะมีการเจาะเลือดตรวจเป็นระยะเพื่อดูสัดส่วนของเม็ดเลือดแดงต่อพลาสมา หากพบว่าเลือดเข้มข้นขึ้น แสดงว่าพลาสมายังคงรั่วไหลอยู่ แพทย์จะปรับอัตราการหยดน้ำเกลือตามการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด
  • การประเมินปริมาณปัสสาวะ: ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการประเมินการทำงานของไตและระบบไหลเวียนโลหิต แพทย์และพยาบาลจะทำการบันทึกปริมาณปัสสาวะของเด็กอย่างละเอียดทุกชั่วโมง

หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤตของการรั่วไหล (ซึ่งมักจะกินเวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมง) ร่างกายของเด็กจะเข้าสู่ระยะดูดกลับ (Reabsorption Phase) โดยน้ำที่เคยรั่วไหลออกไปนอกเส้นเลือดจะค่อยๆ ไหลกลับคืนสู่กระแสเลือดตามธรรมชาติ ในช่วงนี้แพทย์จะหยุดการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำทันทีเพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน และเด็กจะเริ่มปัสสาวะบ่อยขึ้น มีความยากอาหารกลับคืนมา และกลับมาร่าเริงแจ่มใสได้อีกครั้งในที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down