กลางดึกคืนหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่อาจต้องตกใจตื่นเพราะลูกน้อยร้องไห้งอแงไม่ยอมนอน เมื่อเอามือจับตัวก็พบว่าตัวร้อนจัด วัดไข้ได้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส ร่วมกับมีอาการน้ำลายสอไหลย้อย ไม่ยอมกลืนน้ำลาย และปฏิเสธการกินนมหรืออาหารโดยสิ้นเชิง เมื่อพยายามใช้ไฟฉายส่องดูในคอก็พบจุดแดงๆ หรือแผลพุพองเล็กๆ กระจายอยู่ อาการ แผลในปากเด็ก ไข้สูง เฉียบพลันเช่นนี้ เป็นหนึ่งในอาการนำยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองอย่างมาก และบ่อยครั้งที่สร้างความสับสนในการวินิจฉัยแยกโรค เนื่องจากมีโรคติดเชื้อไวรัสหลายกลุ่มที่แสดงอาการคล้ายคลึงกันในช่วงเริ่มต้น
ถอดรหัสความต่าง: 3 โรคตัวการที่ทำให้เกิด แผลในปากเด็ก ไข้สูง
ในการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยแยกโรค (Differential Diagnosis) อย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนการรักษาและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละโรค โดยมี 3 โรคหลักที่มักพบร่วมกันบ่อยดังนี้
1. โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)
เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ที่พบบ่อยที่สุดคือ ค็อกซากีไวรัสกลุ่มเอ (Coxsackievirus A) โรคนี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันด้วยอาการไข้สูงลอยเฉียบพลัน (38.9 - 40 องศาเซลเซียส)
- ลักษณะของแผล: จะพบตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (Vesicles) ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ซึ่งจะแตกออกเป็นแผลตื้นๆ สีเทาหรือขาวที่มีขอบแดงล้อมรอบ (Ulcers) จำนวนไม่มากนัก (ประมาณ 2-10 แผล)
- ตำแหน่งเฉพาะ: รอยโรคจะจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณส่วนหลังของช่องปาก ได้แก่ เพดานอ่อน (Soft palate) ลิ้นไก่ (Uvula) ทอนซิล (Tonsils) และผนังคอหอยด้านหลัง (Posterior pharyngeal wall) โดยจะไม่มีรอยโรคที่เหงือกหรือกระพุ้งแก้มด้านหน้า
2. โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth Disease: HFMD)
เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสเช่นเดียวกัน แต่สายพันธุ์ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ Enterovirus 71 (EV71) ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและหัวใจรุนแรงได้
- ลักษณะของแผล: มีความคล้ายคลึงกับเฮอร์แปงไจนา แต่รอยโรคในปากจะกระจายตัวกว้างกว่า พบได้ทั้งที่กระพุ้งแก้ม ลิ้น เพดานปาก และเหงือก
- ข้อแตกต่างสำคัญ: จะพบผื่นหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็กร่วมด้วยบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ข้อศอก หัวเข่า หรือบริเวณก้น ซึ่งผื่นเหล่านี้อาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย
3. การติดเชื้อไวรัสเริมในช่องปากระยะแรก (Primary Herpetic Gingivostomatitis)
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Virus Type 1: HSV-1) เป็นการติดเชื้อครั้งแรกในเด็กที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน มักพบในเด็กเล็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี
- ลักษณะของแผล: มีไข้สูงเฉียบพลันร่วมกับแผลพุพองขนาดเล็กจำนวนมากที่รวมตัวกันเป็นแผลขนาดใหญ่ ขอบแผลไม่เรียบ แผลมีความเจ็บปวดรุนแรงมากจนเด็กไม่สามารถกลืนน้ำลายได้เลย
- ตำแหน่งเฉพาะและลักษณะเด่น: มีภาวะเหงือกอักเสบอย่างรุนแรง (Gingivitis) เหงือกจะบวมแดง อักเสบ และมีเลือดออกง่ายเมื่อสัมผัส รอยโรคกระจายอยู่ทั่วทั้งช่องปาก รวมถึงริมฝีปากด้านนอก (Cold sores) และรอบปาก ซึ่งต่างจากอีกสองโรคข้างต้นที่จะไม่มีอาการเหงือกอักเสบร่วมด้วย
การตรวจร่างกายเชิงลึก: การคลำพบต่อมน้ำเหลืองใต้คางอักเสบและโต
นอกเหนือจากการตรวจลักษณะของแผลในช่องปากแล้ว การตรวจร่างกายบริเวณลำคอโดยเฉพาะการคลำหาต่อมน้ำเหลืองใต้คาง (Submandibular Lymph Nodes) และใต้ขากรรไกร มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยแยกแยะโรค
ในการติดเชื้อไวรัสเริมระยะแรก (Primary HSV-1) ปฏิกิริยาการอักเสบในช่องปากจะมีความรุนแรงและลึกซึ้ง ส่งผลให้ตรวจพบต่อมน้ำเหลืองใต้คางและใต้ขากรรไกรโตอย่างเห็นได้ชัด (Significant Submandibular Lymphadenopathy) โดยจะมีลักษณะกดเจ็บ (Tender) และอาจโตได้ทั้งสองข้าง ซึ่งตรงข้ามกับโรคเฮอร์แปงไจนาหรือโรคมือเท้าปากที่มักไม่มีการโตของต่อมน้ำเหลืองบริเวณนี้ หรือหากมีก็จะมีขนาดเล็กมากและไม่มีอาการเจ็บอย่างรุนแรง
การเฝ้าระวังและการประเมินความรุนแรงเพื่อการส่งต่อทางการแพทย์
เนื่องจากโรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เช่น การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟนเพื่อลดความเจ็บปวดและการอักเสบ การประคับประคองภาวะโภชนาการด้วยอาหารอ่อน นุ่ม และเย็น เช่น นมแช่เย็น ไอศกรีม หรือเจลลี่ เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดขณะกลืน อย่างไรก็ตาม กุมารแพทย์และผู้ปกครองจำเป็นต้องร่วมมือกันเฝ้าระวัง สัญญาณอันตราย ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ดังนี้
- ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง (Dehydration): สังเกตจากริมฝีปากแห้งจัด ผิวแห้งเบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6-8 ชั่วโมง หรือในเด็กเล็กที่กระหม่อมหน้าบุ๋มลง
- ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (โดยเฉพาะจาก EV71 ในโรคมือเท้าปาก): มีอาการสะดุ้งผวาบ่อยผิดปกติ (Myoclonic Jerks) ซึมลง เดินเซ กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาเจียนพุ่งอย่างรุนแรงโดยไม่มีอาการไอร่วมด้วย หรือมีอาการชัก
- ภาวะล้มเหลวของระบบหมุนเวียนโลหิตและหายใจ: หายใจหอบเหนื่อย ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ตัวเย็น หรือมีเหงื่อออกท่วมตัวแม้จะไม่มีไข้
- การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Bacterial Infection): ในรายที่เป็นเริมระยะแรก แผลในปากอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ทำให้มีกลิ่นปากรุนแรงผิดปกติ มีหนองปน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากไข้เริ่มลดลงไปแล้ว
การเข้าใจถึงความแตกต่างของรอยโรค ตำแหน่งของแผล ตลอดจนอาการแสดงร่วมอื่นๆ เช่น ตุ่มตามร่างกายและการโตของต่อมน้ำเหลือง จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถประเมินความรุนแรงและเข้ารับการรักษาจากกุมารแพทย์ได้อย่างทันท่วงที การดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยความเข้าใจและเน้นการประคับประคองเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างปลอดภัย