ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงไอฮึ่กๆ พร้อมกับลมหายใจที่เร็วและแรงขึ้นของลูกน้อยในช่วงกลางดึก เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หัวใจตกไปอยู่ปลายเท้า จากอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดาในวันแรกๆ อาจลุกลามอย่างรวดเร็วจนกลายเป็น โรคปอดอักเสบในเด็ก ซึ่งเป็นภาวะติดเชื้อทางระบบหายใจที่น่ากังวลและเป็นสาเหตุการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอันดับต้นๆ ของเด็กวัยทารกและเด็กเล็ก

สาเหตุและการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคปอดบวมในเด็กเล็ก

โรคปอดอักเสบ หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่า "ปอดบวม" เกิดจากการอักเสบของเนื้อปอดและถุงลม ทำให้ถุงลมเต็มไปด้วยหนองหรือเสมหะ จนกระทั่งปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุหลักแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • เชื้อไวรัสทางเดินหายใจ: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก ได้แก่ Respiratory Syncytial Virus (RSV) ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โควิด-19 (COVID-19) และ Human Metapneumovirus (hMPV) เชื้อไวรัสเหล่านี้มักทำให้เกิดการระคายเคืองและสร้างเสมหะเหนียวข้นในทางเดินหายใจส่วนบน ก่อนจะลุกลามลงสู่ปอด
  • เชื้อแบคทีเรีย: ที่พบบ่อยคือ Streptococcus pneumoniae (เชื้อนิวโมคอกคัส) และ Haemophilus influenzae type b (Hib) รวมถึง Mycoplasma pneumoniae ซึ่งมักก่อให้เกิดอาการรุนแรง มีไข้สูงจัด และทำให้เกิดหนองในถุงลมปอด

การแพร่กระจายเกิดขึ้นได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ หายใจ หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วเด็กนำมือเข้าปากหรือจมูก เนื่องจากหลอดลมของเด็กเล็กมีขนาดเล็กมาก เมื่อมีการอักเสบและเสมหะอุดตัน จึงเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้อย่างรวดเร็ว

สัญญาณเตือนสำคัญ: เมื่อไหร่ที่ต้องสงสัยว่าลูกกำลังเป็นโรคปอดอักเสบ

การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญในการปกป้องชีวิตของลูกน้อย หากเด็กมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

  • ไข้สูงและไอต่อเนื่อง: เด็กมักมีไข้สูงลอย ไอแรง ไอมีเสมหะเหนียวข้น หรือไอตลอดเวลาจนนอนไม่ได้
  • หายใจเร็วผิดปกติ (Tachypnea): อัตราการหายใจกระชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสามารถนับการหายใจใน 1 นาทีขณะลูกหลับหรือสงบ:
    • อายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที
    • อายุ 2-12 เดือน: หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที
    • อายุ 1-5 ปี: หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที
  • ปีกจมูกบาน (Nasal Flaring): รูจมูกผายออกตามจังหวะการหายใจเข้าอย่างชัดเจน แสดงถึงการออกแรงหายใจมากกว่าปกติ
  • ภาวะซี่โครงบ๋อม (Chest Retractions): ผิวหนังบริเวณชายโครง ผายอก หรือเหนือกระดูกไหปลาร้าถูกรั้งบุ๋มลงไปลึกตามจังหวะหายใจเข้า ถือเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะหายใจล้มเหลว
  • อาการซึม ไม่ทานนม หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ: แสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ต้องได้รับการรักษาฉุกเฉินทันที

แนวทางการดูแลผู้ป่วยเด็กและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน

การดูแลเด็กที่เป็นโรคปอดอักเสบต้องการความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน ภาวะน้ำท่วมปอด หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

  • ให้สารน้ำอย่างเพียงพอ: การดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องทีละนิดแต่บ่อยครั้ง จะช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นละลายและขับออกมาได้ง่ายขึ้น
  • จัดท่านอนและระบายทางเดินหายใจ: หนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย ใช้ไม้พันสำลีหรือการใช้น้ำเกลือหยดจมูกร่วมกับลูกยางแดงดูดน้ำมูก เพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนบน
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ไออั้นเสมหะกินเอง: ยาแก้ไอที่กดการไอจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน ควรใช้ยาตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น
  • การเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด: หากลูกมีอาการซึมลง หายใจเหนื่อยหอบมากขึ้น หรือไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อพิจารณาการให้ออกซิเจน ยาปฏิชีวนะ หรือการพ่นยาขยายหลอดลม

ขั้นตอนการทำกายภาพบำบัดทรวงอกและเทคนิคการเคาะปอดอย่างถูกวิธี

การเคาะปอด (Chest Percussion) เป็นเทคนิคทางกายภาพบำบัดที่ช่วยสั่นสะเทือนปอด ทำให้เสมหะที่เกาะตามผนังหลอดลมหลุดออกและเคลื่อนตัวสู่หลอดลมใหญ่ เพื่อให้เด็กไอขับเสมหะออกมา หรือสะดวกต่อการดูดเสมหะ

ข้อควรระวังก่อนเริ่มเคาะปอด

ควรทำขณะท้องว่าง หรือก่อนอาหารและนม หรือหลังอาหารอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการอาเจียนและการสำลักเข้าปอด

ขั้นตอนการเคาะปอดอย่างปลอดภัย

  • 1. การจัดท่าทาง:
    • ปอดกลีบบน: ให้เด็กนั่งเอียงตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย หรือนอนหงายยกศีรษะสูง
    • ปอดกลีบข้างและด้านหลัง: ให้เด็กนอนตะแคงซ้ายหรือขวา โดยจัดให้สะโพกสูงกว่าทรวงอกเล็กน้อยด้วยการใช้หมอนรองใต้สะโพก
  • 2. การทำมือเคาะ: อุ้งมือต้องกุ่มขึ้นเป็นรูปถ้วย (Cupping hand) นิ้วชิดติดกัน ไม่ใช้ฝ่ามือเรียบตบลงไป เพื่อให้เกิดลมดักระหว่างฝ่ามือกับทรวงอก ช่วยลดความเจ็บปวดและสร้างแรงสั่นสะเทือน สำหรับทารกอาจใช้แก้วเคาะปอดยางซิลิโคนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ
  • 3. เทคนิคการเคาะ: ใช้การเคลื่อนไหวจากข้อหัตถ์ (ข้อมือ) เป็นหลัก ไม่ใช้แรงจากท่อนแขนหรือไหล่ เเคาะด้วยจังหวะสม่ำเสมอ แน่น แต่ไม่แรงเกินไป เสียงที่ได้จะเป็นเสียงกลวงโปร่ง
  • 4. บริเวณที่เคาะและระยะเวลา: เคาะบริเวณทรวงอกทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง หลีกเลี่ยงการเคาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกไหปลาร้า ชายโครงต่ำ และบริเวณท้อง ใช้เวลาเคาะแต่ละท่าประมาณ 3-5 นาที
  • 5. การระบายเสมหะหลังเคาะ: หลังจากเคาะเสร็จ จัดให้เด็กนั่งขึ้น หรืออุ้มพาดบ่าเพื่อให้เด็กไอขับเสมหะ หรือใช้ลูกยางแดงดูดเสมหะออกจากจมูกและช่องปากทันที

การสังเกตสัญญาณเตือนของโรคปอดอักเสบในเด็กได้อย่างรวดเร็ว ร่วมกับการดูแลและทำกายภาพบำบัดระบายเสมหะอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ลูกน้อยฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้ดีขึ้น ลดระยะเวลาในการรักษาตัว และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ