ตกขาวสีเขียวปนหนองในเด็กวัย 7 ขวบ ปัญหาสุขภาพนรีเวชวัยเด็กที่ต้องใส่ใจ
อาการตกขาวสีเขียวปนหนองในเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบเป็นความผิดปกติที่สร้างความตกใจและกังวลใจให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากวัยเจ็ดขวบยังเป็นวัยเด็กก่อนวัยรุ่นที่ระบบฮอร์โมนเพศยังไม่พัฒนาเต็มที่ การพบสิ่งขับออกจากช่องคลอดที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น มีสีเขียว มีหนองปน มีกลิ่นเหม็น หรือมีอาการคันร่วมด้วย จึงไม่ใช่เรื่องปกติและเป็นสัญญาณเตือนที่แพทย์แนะนำให้พาเด็กมาพบกุมารแพทย์หรือสูตินรีแพทย์เด็กเพื่อตรวจวินิจฉัยทันที บทความนี้จะพาท่านทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการแสดง แนวทางการตรวจวินิจฉัย และการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตกขาวผิดปกติในเด็ก
ในเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบเยื่อบุช่องคลอดจะยังมีความบางและมีความเป็นด่างมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย โดยสาเหตุหลักของการเกิดตกขาวสีเขียวปนหนองมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการมีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด
- การติดเชื้อแบคทีเรียเฉพาะที่ (Bacterial Vaginitis or Specific Vulvovaginitis): เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุพบบ่อยได้แก่ สตรีปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus), เชื้อหนองในแท้ (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งต้องระมัดระวังประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก, หรือเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ที่ปนเปื้อนจากระบบทางเดินอุจจาระเนื่องจากการทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธี
- สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด (Foreign Body): เด็กในวัยนี้มักมีความซุกซนและอาจเผลอใส่วัตถุชิ้นเล็กๆ เช่น ชิ้นส่วนของเล่น กระดาษทิชชู หรือสำลีเข้าไปในช่องคลอดโดยไม่บอกผู้ปกครอง วัตถุดังกล่าวจะตกค้าง ก่อให้เกิดการระคายเคือง เนื้อเยื่ออักเสบ และมีหนองสีเขียวไหลออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นรุนแรง
- สุขอนามัยส่วนบุคคลที่ไม่เหมาะสม (Poor Personal Hygiene): การเช็ดทำความสะอาดหลังจากขับถ่ายจากด้านหลังมาด้านหน้า ทำให้เชื้อโรคจากทวารหนักแพร่กระจายเข้าสู่ช่องคลอดและท่อปัสสาวะได้ง่าย
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections): แม้จะพบได้น้อย แต่กรณีที่ตรวจพบเชื้อหนองในหรือเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ในเด็กวัยเจ็ดขวบ จำเป็นต้องมีการสอบสวนโรคและประสานงานกับทีมสหวิชาชีพเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก
อาการแสดงสำคัญและข้อสังเกตที่ผู้ปกครองต้องรู้
อาการแสดงของเด็กที่เป็นตกขาวสีเขียวปนหนองมักมีความรุนแรงและสร้างความไม่สุขสบายให้แก่เด็กอย่างมาก โดยอาการหลักประกอบด้วย
- มีสิ่งขับออกจากช่องคลอด (ตกขาว) เป็นหนองข้น มีสีเขียว สีเหลืองปนเขียว หรือมีเลือดปน
- มีกลิ่นเหม็นคาวหรือกลิ่นรุนแรงผิดปกติ
- มีอาการคัน แสบ แดง หรือบวมบริเวณอวัยวะเพศภายนอกและแคมช่องคลอด
- เด็กอาจมีอาการเจ็บหรือแสบเวลาปัสสาวะ จนทำให้เด็กกลัวการปัสสาวะ
- บางรายอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วยหากมีการอักเสบติดเชื้อในระดับที่ลุกลาม
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน
- มีไข้สูง หนาวสั่น หรือมีอาการซึมลง
- มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง
- มีเลือดออกทางช่องคลอดนอกเหนือจากตกขาวปนหนอง
- อวัยวะเพศบวมแดงมากจนเด็กไม่สามารถเดินหรือนั่งได้ปกติ
- การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามลักษณะของตกขาว ระยะเวลาที่เป็น พฤติกรรมการขับถ่าย และประวัติการใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะที่
- การตรวจร่างกายทั่วไปและเฉพาะที่: แพทย์จะตรวจบริเวณอวัยวะเพศภายนอกอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสอดเครื่องมือเข้าช่องคลอดในเด็กเล็ก ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ และอาจใช้เครื่องมือพิเศษขนาดเล็กเพื่อค้นหาสิ่งแปลกปลอม
- การเก็บบ้วนหรือป้ายเชื้อ (Swab Test): นำสิ่งคัดหลั่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่เป็นสาเหตุ
- การตรวจปัสสาวะ: เพื่อประเมินการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะที่มีความสัมพันธ์กัน
- การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดรับประทานที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัยของเด็ก ผู้ปกครองต้องให้เด็กทานยาให้ครบตามกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว
- การนำสิ่งแปลกปลอมออก: หากพบสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด แพทย์จะทำการล้างทำความสะอาดและคีบวัตถุนั้นออกอย่างระมัดระวังในห้องตรวจ
- การดูแลรักษาความสะอาดเฉพาะที่ที่บ้าน: ล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำสะอาดเปล่าๆ ซับให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีน้ำหอมแรง หรือสเปรย์ดับกลิ่นบริเวณจุดซ่อนเร้น
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาเหน็บช่องคลอดมาให้เด็กใช้เองเด็ดขาด
- ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีฤทธิ์รุนแรงหรือมีส่วนผสมของน้ำหอมกับเด็กวัยนี้
- ห้ามทำการสวนล้างช่องคลอดให้เด็กโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เยื่อบุช่องคลอดเกิดแผลถลอกและติดเชื้อลุกลามมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงที่อับชื้นหรือคับแน่นจนเกินไป ควรเลือกกางเกงในผ้าฝ้ายระบายอากาศได้ดี
- ฝึกให้เด็กทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ
- เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด แห้งสนิท และไม่อับชื้น
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย
- สังเกตความผิดปกติของร่างกายเด็กอย่างสม่ำเสมอ และสร้างบรรยากาศในครอบครัวให้เด็กกล้าบอกกล่าวหากมีอาการผิดปกติบริเวณร่างกาย
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์หรือสูตินรีแพทย์เด็กจะดำเนินการวินิจฉัยด้วยความนุ่มนวลและระมัดระวังเพื่อไม่ให้เด็กเกิดความกลัว
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบจากการวินิจฉัยของแพทย์
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในการดูแลเด็กที่มีอาการตกขาวผิดปกติ มีข้อควรระวังที่ผู้ปกครองพึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
การป้องกันและการเสริมสร้างสุขอนามัยระยะยาว
การป้องกันการเกิดตกขาวผิดสามารถทำได้โดยการปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี ดังนี้