ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วินาทีวิกฤต: เมื่อลูกรักหรือผู้สูงอายุโดนน้ำร้อนลวก – ประเมินความรุนแรงและดูแลให้พ้นขีดอันตรายใน 24 ชั่วโมงแรก

ไม่มีคุณพ่อคุณแม่ท่านใด หรือผู้ดูแลคนใดอยากให้คนที่เรารักต้องเผชิญกับอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุจากความร้อนอย่างน้ำร้อนลวก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและไม่คาดคิด วินาทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้จ้าของลูกน้อย หรือเห็นคุณปู่คุณย่าในบ้านสะดุดล้มใกล้ภาชนะร้อนๆ คงเป็นช่วงเวลาที่หัวใจแทบหยุดเต้น ความตกใจเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการตั้งสติ และเข้าใจถึงวิธีการประเมินและดูแลรักษาแผลไหม้พุพองให้ถูกต้องและรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพราะความล่าช้าเพียงไม่กี่นาที อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างอาการปลอดภัยและภาวะวิกฤต

ในฐานะแพทย์ ผมเข้าใจดีถึงความกังวลใจของทุกท่าน ดังนั้นบทความนี้จะนำพาทุกคนไปทำความเข้าใจถึงหลักการประเมินความรุนแรงของแผลไหม้ และขั้นตอนสำคัญในการดูแลรักษา เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

การจำแนกระดับความรุนแรงของแผลไหม้: ลึกแค่ไหนถึงอันตราย?

แผลไหม้ไม่ได้มีความรุนแรงเท่ากันเสมอไป ในทางการแพทย์ เราแบ่งระดับความรุนแรงของแผลไหม้ตามความลึกที่ผิวหนังถูกทำลาย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพยากรณ์โรคและการวางแผนการรักษา โดยเฉพาะในผิวที่บอบบางของเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

  • แผลไหม้ระดับที่ 1 (First-degree burn / Superficial burn): เป็นแผลไหม้ที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังชั้นนอกสุด (epidermis) เท่านั้น ผิวหนังจะมีลักษณะแดง บวมเล็กน้อย และรู้สึกปวดแสบปวดร้อน แต่จะไม่มีตุ่มพอง และมักหายได้เองภายใน 3-5 วัน โดยไม่มีแผลเป็น เช่น การโดนแดดเผา
  • แผลไหม้ระดับที่ 2 (Second-degree burn / Partial thickness burn): เป็นระดับที่ผิวหนังถูกทำลายลึกกว่าระดับแรก คือลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) แบ่งได้อีกเป็น 2 ชนิดย่อยคือ
    • แผลไหม้ระดับที่ 2 ชนิดตื้น (Superficial partial thickness): ผิวหนังแดงจัด มีแผลไหม้พุพองเป็นตุ่มน้ำใสขนาดต่างๆ ปวดแสบปวดร้อนมาก เมื่อกดแล้วจะซีดจางลงได้ แผลประเภทนี้มักหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ อาจทิ้งรอยดำไว้ชั่วคราว
    • แผลไหม้ระดับที่ 2 ชนิดลึก (Deep partial thickness): ผิวหนังมีสีซีดกว่าชนิดตื้น อาจมีจุดขาวสลับแดง ตุ่มพองอาจแตกออกเป็นแผลฉ่ำน้ำเล็กน้อย ความรู้สึกปวดลดลงเล็กน้อยเนื่องจากปลายประสาทบางส่วนถูกทำลาย การหายช้ากว่า อาจใช้เวลา 3-8 สัปดาห์ และมักจะทิ้งแผลเป็นไว้
  • แผลไหม้ระดับที่ 3 (Third-degree burn / Full thickness burn): เป็นระดับที่รุนแรงที่สุด มีการทำลายผิวหนังทุกชั้น ตั้งแต่ epidermis, dermis ไปจนถึงเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและอาจลึกถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก ผิวหนังจะมีลักษณะซีด ขาวเหมือนขี้ผึ้ง หรือเป็นสีดำไหม้เกรียม แห้งแข็ง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด เนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลายทั้งหมด แผลชนิดนี้ไม่สามารถหายได้เอง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนัง

สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ แผลไหม้ระดับที่ 2 แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจมีความรุนแรงเทียบเท่ากับแผลไหม้ระดับที่ 3 ในผู้ใหญ่ได้ เนื่องจากผิวหนังที่บอบบางกว่าและกลไกการฟื้นตัวของร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เท่า

ประเมินขนาดพื้นที่ผิวของแผลไหม้ด้วยกฎเลขเก้า (Rule of Nines)

เมื่อทราบระดับความลึกแล้ว การประเมินขนาดพื้นที่ของแผลไหม้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาดความรุนแรง การประเมินด้วย 'กฎเลขเก้า' (Rule of Nines) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้แพทย์สามารถคำนวณพื้นที่ผิวที่ถูกทำลายได้อย่างรวดเร็วและใช้ในการวางแผนการรักษา รวมถึงการให้สารน้ำ โดยมีหลักการคือแบ่งสัดส่วนของร่างกายออกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนมีค่าเป็น 9% หรือทวีคูณของ 9

ตัวอย่างสำหรับผู้ใหญ่:
* ศีรษะและคอ: 9%
* แขนแต่ละข้าง: 9% (รวมสองข้าง 18%)
* ลำตัวด้านหน้า: 18%
* ลำตัวด้านหลัง: 18%
* ขาแต่ละข้าง: 18% (รวมสองข้าง 36%)
* อวัยวะเพศ: 1%

อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กเล็ก สัดส่วนของร่างกายจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ โดยส่วนศีรษะของเด็กจะมีสัดส่วนพื้นที่ผิวที่ใหญ่กว่า และส่วนขาจะมีสัดส่วนที่น้อยกว่า ดังนั้นในการประเมินแผลไหม้ในเด็กจึงมักใช้ Lund-Browder Chart ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่า หรือใช้หลักการคร่าวๆ โดยใช้ขนาดฝ่ามือของผู้ป่วย (รวมนิ้วมือ) คิดเป็นประมาณ 1% ของพื้นที่ผิวร่างกายทั้งหมด เพื่อประเมินขนาดแผลไหม้ในบริเวณที่ไม่เป็นสัดส่วนชัดเจน

การประเมินขนาดพื้นที่แผลไหม้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และเป็นปัจจัยหลักในการคำนวณปริมาณสารน้ำที่ต้องให้ผู้ป่วย

ภาวะช็อกจากการสูญเสียสารน้ำและพลาสมาอย่างรุนแรง

บาดแผลไหม้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้ความเจ็บปวด คือการที่ร่างกายสูญเสียสารน้ำและพลาสมาจำนวนมากผ่านบาดแผลที่เปิดกว้างนั้น ความร้อนที่ทำลายเนื้อเยื่อจะทำให้หลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังเสียหาย และเกิดการรั่วไหลของน้ำและโปรตีน (พลาสมา) ออกจากกระแสเลือดเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์ในบริเวณที่ถูกไหม้ และยิ่งแผลไหม้มีขนาดใหญ่เท่าใด การสูญเสียก็ยิ่งมากเท่านั้น

การสูญเสียสารน้ำอย่างรุนแรงนี้เองที่นำไปสู่ 'ภาวะช็อก' (Hypovolemic Shock) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะปริมาตรเลือดในร่างกายลดลง ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ ได้เพียงพอ ผู้ป่วยจะมีอาการซีด เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา ความดันโลหิตต่ำลง และซึมลงในที่สุด

หลักการกู้ชีพและการคำนวณการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในระยะวิกฤต

ในภาวะวิกฤตที่ผู้ป่วยแผลไหม้ขนาดใหญ่กำลังเข้าสู่ภาวะช็อก หลักการกู้ชีพและการประคับประคองสัญญาณชีพจึงมีความสำคัญสูงสุด การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid Resuscitation) อย่างทันท่วงทีและเพียงพอตามการคำนวณที่เหมาะสม จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษา เพื่อทดแทนสารน้ำที่สูญเสียไป และรักษาสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะช็อกลึก

แพทย์จะใช้สูตรคำนวณสารน้ำ เช่น สูตร Parkland Formula เพื่อกำหนดปริมาณสารน้ำที่ต้องให้ภายใน 24 ชั่วโมงแรก โดยทั่วไปมักใช้สารน้ำชนิด Lactated Ringer's Solution (LR) โดย 50% ของปริมาณทั้งหมดจะถูกให้ภายใน 8 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ และอีก 50% ที่เหลือจะให้ใน 16 ชั่วโมงถัดมา การเฝ้าระวังปัสสาวะและสัญญาณชีพของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้แพทย์สามารถปรับปริมาณสารน้ำได้อย่างเหมาะสม เพื่อประคับประคองผู้ป่วยให้พ้นจากขีดอันตราย

ผลกระทบต่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

นอกจากการสูญเสียสารน้ำแล้ว ผิวหนังที่ถูกทำลายยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 'ระบบควบคุมอุณหภูมิ' (Thermoregulation) ของร่างกาย ผิวหนังชั้นนอก หรือ epidermis ทำหน้าที่เป็นปราการสำคัญในการรักษาสมดุลอุณหภูมิ เมื่อผิวหนังเสียหาย ร่างกายจึงสูญเสียความสามารถในการเก็บกักความร้อน และระบายความร้อนได้ผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยแผลไหม้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ระบบควบคุมอุณหภูมิยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือเสื่อมถอยไปตามวัย เสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิกายต่ำ (hypothermia) ได้ง่ายมาก เนื่องจากมีการระเหยของน้ำและสูญเสียความร้อนจากพื้นผิวแผล

ดังนั้น การรักษาความอบอุ่นของร่างกายผู้ป่วยแผลไหม้จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การให้สารน้ำ การคลุมผ้าห่ม การปรับอุณหภูมิห้อง และการใช้เครื่องมือให้ความอบอุ่นทางการแพทย์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาที่จำเป็น

สรุปและข้อแนะนำ

การดูแลรักษาผู้ป่วยแผลไหม้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนที่ต้องอาศัยความรู้ทางการแพทย์และทีมงานที่มีประสบการณ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ และนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดทันทีที่เกิดเหตุ เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการประเมินและดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

อย่าพยายามรักษาแผลไหม้ขนาดใหญ่ด้วยตนเอง เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าเดิม สิ่งที่คุณสามารถทำได้ในเบื้องต้นคือการทำให้เย็นด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติ (ไม่ใช่น้ำแข็ง) เป็นเวลา 10-20 นาที แล้วรีบพามาพบแพทย์

การเตรียมความพร้อมและความเข้าใจในหลักการเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถปกป้องคนที่เรารักให้ปลอดภัยจากอันตรายของแผลไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down