ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมระบบทางเดินอาหารและแนวทางการประเมินภาวะขาดน้ำในทารก

ภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมระบบทางเดินอาหารในทารกเป็นกลุ่มอาการที่ต้องการการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ การประเมินภาวะขาดน้ำที่ถูกต้องและรวดเร็วควบคู่กันไปเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับกุมารแพทย์และผู้ดูแล บทความนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการแยกแยะภาวะวิกฤต การประเมินภาวะขาดน้ำ และแนวทางการจัดการเบื้องต้นสำหรับทารกที่มีอาการน่าสงสัย โดยมี ภาวะลำไส้กลืนกันในทารก เป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณา

1. การแยกแยะสาเหตุของอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือด จากภาวะลำไส้กลืนกันในทารก และภาวะลำไส้อักเสบเน่าเปื่อยในทารกแรกเกิด (Necrotizing Enterocolitis: NEC)

อาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดในทารกเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียดทันที เนื่องจากอาจเป็นอาการแสดงของภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่แตกต่างกันสองภาวะ ได้แก่ ภาวะลำไส้กลืนกันในทารก และภาวะลำไส้อักเสบเน่าเปื่อย (NEC)

  • ภาวะลำไส้กลืนกันในทารก (Intussusception)
    • คำจำกัดความ: เป็นภาวะที่ลำไส้ส่วนหนึ่งเคลื่อนที่เข้าไปในลำไส้ส่วนถัดไป คล้ายกับการยุบตัวของกล้องส่องทางไกล ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการอุดตันลำไส้ในทารกและเด็กเล็ก อายุที่พบบ่อยคือ 3 เดือนถึง 3 ปี โดยมีอุบัติการณ์สูงสุดในช่วง 5-9 เดือน
    • อาการทางคลินิก: มักมีอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลันเป็นพักๆ (colicky pain) โดยทารกจะร้องไห้เสียงดัง งอเข่าชิดหน้าอก และอาจมีช่วงที่สงบลงเป็นระยะ อาเจียน (อาจมีน้ำดีปนในภายหลัง) และอาจคลำพบก้อนคล้ายไส้กรอกในช่องท้องด้านขวาบนหรือกลางท้องได้ อาการเด่นที่สำคัญคือ ถ่ายเป็นมูกปนเลือดคล้ายเยลลี่ลูกเกด (currant jelly stools) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะขาดเลือดของลำไส้ที่รุนแรง และเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
    • พยาธิสรีรวิทยา: เมื่อลำไส้กลืนกัน จะเกิดการกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงลำไส้ ทำให้เกิดภาวะขาดเลือด (ischemia) และอาจนำไปสู่ลำไส้เน่าตาย (necrosis) และลำไส้ทะลุได้หากไม่ได้รับการรักษา
  • ภาวะลำไส้อักเสบเน่าเปื่อยในทารกแรกเกิด (Necrotizing Enterocolitis: NEC)
    • คำจำกัดความ: เป็นภาวะอักเสบและการตายของเนื้อเยื่อลำไส้ที่ร้ายแรง มักพบในทารกคลอดก่อนกำหนดและทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย
    • ปัจจัยเสี่ยง: การคลอดก่อนกำหนด, น้ำหนักแรกเกิดน้อย, การได้รับนมทางสายยาง, ภาวะขาดออกซิเจนหรือเลือดไปเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพอ
    • อาการทางคลินิก: อาการมักค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากอาการไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ท้องอืด, ไม่ทนต่อนมที่ให้, อาเจียนเป็นน้ำดี, ท้องแข็ง, มีไข้หรือภาวะอุณหภูมิกายต่ำ, ซึมลง, หยุดหายใจเป็นช่วงๆ และอาจมีอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดได้ ซึ่งอาจเป็นเลือดสดหรือเลือดแฝง
    • พยาธิสรีรวิทยา: เกิดจากการบาดเจ็บของเยื่อบุลำไส้ร่วมกับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายเนื้อเยื่อลำไส้ ซึ่งอาจนำไปสู่การทะลุของลำไส้และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
  • ข้อแตกต่างสำคัญในการแยกแยะ:
    แม้จะมีอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดเหมือนกัน แต่ ภาวะลำไส้กลืนกันในทารก มักเกิดในทารกที่โตกว่า (อายุมากกว่า 3 เดือน) มีอาการปวดท้องเฉียบพลันเป็นพักๆ และมีลักษณะอุจจาระคล้ายเยลลี่ลูกเกดที่ชัดเจน ส่วน NEC มักเกิดในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักน้อย มีอาการแสดงทางระบบร่วมด้วย และมีอาการทางลำไส้ที่ค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

2. เกณฑ์การประเมินทางคลินิกเพื่อวินิจฉัยภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในทารกอย่างเป็นระบบ

การประเมินภาวะขาดน้ำในทารกต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เนื่องจากทารกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เกณฑ์การประเมินทางคลินิกสามารถแบ่งตามระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำได้ดังนี้:

  • การสังเกตโดยรวมและพฤติกรรม:
    • ขาดน้ำเล็กน้อย (Mild dehydration): กระสับกระส่ายเล็กน้อย ดื่มน้ำได้ปกติหรือกระหายน้ำเล็กน้อย
    • ขาดน้ำปานกลาง (Moderate dehydration): กระสับกระส่าย หงุดหงิด ซึมลง กระหายน้ำมาก หรือดื่มน้ำด้วยความกระหาย
    • ขาดน้ำรุนแรง (Severe dehydration): ซึมมาก หมดสติ หรือไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถดื่มน้ำได้
  • ภาวะความยืดหยุ่นของผิวหนัง (Skin Turgor):
    • ขาดน้ำเล็กน้อย: ความยืดหยุ่นของผิวหนังปกติ
    • ขาดน้ำปานกลาง: ความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลง (ผิวหนังหย่อน ไม่คืนตัวเร็ว)
    • ขาดน้ำรุนแรง: ความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลงอย่างมาก (ผิวหนังเหี่ยว, skin tenting นานกว่า 2 วินาที)
  • เยื่อบุอ่อนในช่องปากและลิ้น:
    • ขาดน้ำเล็กน้อย: ชื้นเล็กน้อย
    • ขาดน้ำปานกลาง: แห้ง
    • ขาดน้ำรุนแรง: แห้งมาก
  • ลูกตาและเบ้าตา:
    • ขาดน้ำเล็กน้อย: ปกติ
    • ขาดน้ำปานกลาง: ตาลึกโบ๋เล็กน้อย
    • ขาดน้ำรุนแรง: ตาลึกโบ๋อย่างชัดเจน ไม่มีน้ำตา
  • กระหม่อมหน้า (Anterior Fontanelle) ในทารก:
    • ขาดน้ำเล็กน้อย: แบนราบ (ปกติ)
    • ขาดน้ำปานกลาง: ยุบลงเล็กน้อย
    • ขาดน้ำรุนแรง: ยุบลงอย่างมาก
  • สัญญาณชีพ:
    • อัตราการเต้นของหัวใจ: หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia) เป็นสัญญาณแรกๆ ของภาวะขาดน้ำที่รุนแรงขึ้น
    • การไหลเวียนของเลือดส่วนปลาย (Capillary Refill Time): > 2 วินาที บ่งชี้ภาวะขาดน้ำปานกลางถึงรุนแรง
    • ความดันโลหิต: ความดันโลหิตต่ำเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะขาดน้ำรุนแรงมากและเข้าสู่ภาวะช็อก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ปรากฏในระยะท้าย
  • ปริมาณปัสสาวะ:
    • ขาดน้ำเล็กน้อย: ลดลงเล็กน้อย
    • ขาดน้ำปานกลาง: ลดลงอย่างชัดเจน
    • ขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ถ่ายปัสสาวะเลย
  • น้ำหนักตัว: การลดลงของน้ำหนักตัวเป็นเกณฑ์ที่แม่นยำที่สุด หากทราบน้ำหนักก่อนเจ็บป่วย (เช่น ขาดน้ำ 5% หมายถึง น้ำหนักลดลง 5% จากน้ำหนักปกติ)

3. ข้อบ่งชี้และแนวทางการใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็กและทารกอย่างเหมาะสมเพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำทางระบบทางเดินอาหาร

สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็กและทารก (Oral Rehydration Solution: ORS) เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาภาวะขาดน้ำจากระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอาการท้องเสียและอาเจียน

  • กลไกการออกฤทธิ์: ORS ทำงานโดยอาศัยกลไกการดูดซึมน้ำและเกลือแร่ร่วมกับน้ำตาลกลูโคส (sodium-glucose cotransport) ผ่านผนังลำไส้เล็ก ซึ่งยังคงทำงานได้ดีแม้ในขณะที่มีภาวะท้องเสีย
  • ชนิดของ ORS: ORS ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นชนิด hypo-osmolar ซึ่งมีความเข้มข้นของโซเดียมและน้ำตาลกลูโคสที่เหมาะสมที่สุด ช่วยลดปริมาณอุจจาระ และลดความเสี่ยงต่อภาวะโซเดียมในเลือดสูง
  • ข้อบ่งชี้ในการใช้:
    • ภาวะขาดน้ำเล็กน้อยถึงปานกลางจากการท้องเสียหรืออาเจียน
    • ใช้เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำรุนแรงขึ้น
    • ผู้ป่วยที่สามารถดื่มน้ำได้เองและไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
  • ข้อห้ามในการใช้:
    • ภาวะขาดน้ำรุนแรงและมีภาวะช็อก: ต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำทันที
    • ภาวะลำไส้อุดตัน: เช่น ภาวะลำไส้กลืนกันในทารก หรือลำไส้บิด (malrotation) ซึ่งอาจทำให้อาการแย่ลง
    • ทารกที่ซึม หมดสติ หรือมีความผิดปกติของระดับความรู้สึกตัว: เพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลัก
    • อาเจียนไม่หยุด: ไม่สามารถเก็บ ORS ไว้ในกระเพาะได้
    • ท้องอืดรุนแรง หรือมีภาวะลำไส้หยุดทำงาน (Ileus): บ่งชี้ถึงภาวะรุนแรง
  • แนวทางการบริหาร ORS:
    • สำหรับภาวะขาดน้ำเล็กน้อยถึงปานกลาง (rehydration phase): แนะนำให้ ORS ประมาณ 50-100 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ภายใน 3-4 ชั่วโมงแรก โดยให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง (เช่น 5-10 มิลลิลิตร ทุก 5-10 นาที)
    • สำหรับทดแทนการสูญเสียที่กำลังดำเนินอยู่ (maintenance phase): หลังจากแก้ไขภาวะขาดน้ำแล้ว ให้ ORS ในปริมาณ 10 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกครั้งที่ถ่ายอุจจาระเหลว หรืออาเจียน
    • การสังเกตอาการ: ต้องประเมินภาวะขาดน้ำซ้ำเป็นระยะๆ หากอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง ควรพิจารณาการรักษาทางหลอดเลือดดำ
    • คำแนะนำเพิ่มเติม: สามารถให้นมแม่ต่อไปได้ตามปกติ และเมื่ออาการอาเจียนลดลง ควรเริ่มให้อาหารอ่อนๆ ที่มีประโยชน์ ห้ามใช้เครื่องดื่มอื่นๆ เช่น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลม ทดแทน ORS โดยเด็ดขาด เนื่องจากมีสัดส่วนเกลือแร่และน้ำตาลที่ไม่เหมาะสม

4. สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms) เพื่อรับการรักษาแบบฉุกเฉินและป้องกันการเสียชีวิต

อาการและสัญญาณเตือนต่อไปนี้บ่งชี้ถึงภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ในทารกและเด็กเล็กที่ต้องได้รับการประเมินและการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต:

  • อาการทางระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง:
    • ถ่ายเป็นมูกปนเลือดปริมาณมาก หรือมีลักษณะคล้ายเยลลี่ลูกเกด: โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ภาวะลำไส้กลืนกันในทารก ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขาดเลือดของลำไส้
    • อาเจียนเป็นน้ำดี (สีเขียว-เหลือง): สัญญาณสำคัญของการอุดตันลำไส้ที่รุนแรง อาจพบใน ภาวะลำไส้กลืนกันในทารก, ลำไส้บิด หรือการอุดตันในลำไส้ส่วนต้น
    • ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน: โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทารกร้องไห้ไม่หยุด งอเข่าชิดหน้าอก หรือมีอาการปวดเป็นพักๆ
    • ท้องอืดแข็งกดเจ็บ: อาจบ่งชี้ถึงภาวะลำไส้ทะลุ หรือการอักเสบติดเชื้อรุนแรงในช่องท้อง
    • ไม่ผายลมหรือไม่ถ่ายอุจจาระ: ร่วมกับอาการปวดท้องหรือท้องอืด บ่งชี้ถึงภาวะลำไส้อุดตัน
  • อาการของภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือภาวะช็อก:
    • ซึมลงมาก ไม่ตอบสนอง: หมดสติ หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง ไม่สามารถปลอบโยนได้
    • ผิวหนังเย็น ซีด มีลายเขียวคล้ำ (mottling): บ่งบอกถึงภาวะการไหลเวียนเลือดส่วนปลายไม่ดี
    • ชีพจรเต้นเร็ว อ่อน หรือคลำไม่ได้: สัญญาณของภาวะช็อก
    • ปลายมือปลายเท้าเย็น ซีด: capillary refill time มากกว่า 2 วินาที
    • ปัสสาวะน้อยมาก หรือไม่ถ่ายปัสสาวะเลยนานเกิน 6-8 ชั่วโมง: บ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำรุนแรงและไตทำงานบกพร่อง
    • กระหม่อมหน้ายุบลงมาก ลูกตาโบ๋ลึก: ไม่มีน้ำตา และเยื่อบุปากแห้งมาก
  • อาการอื่นๆ ที่บ่งชี้ถึงภาวะติดเชื้อรุนแรง:
    • ไข้สูง ร่วมกับอาการซึม หรือกระสับกระส่ายมาก
    • หายใจหอบเร็ว หรือหายใจลำบาก
    • อาการชัก

หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ในทารกหรือเด็กเล็ก ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ ณ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที การรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมสามารถช่วยชีวิตและลดความพิการของเด็กได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down