ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้สูงลอย ตัวร้อนจัด: รับมืออย่างไรเมื่อลูกน้อยตัวร้อนเป็นไฟ

กลางดึกคืนหนึ่ง เสียงร้องไห้งอแงของลูกน้อยทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องสะดุ้งตื่น และเมื่อเอามือไปสัมผัสตัวก็พบว่าผิวของลูกร้อนจัดจนน่าตกใจ ตัวเลขบนเครื่องวัดไข้พุ่งสูงเกิน 39 องศาเซลเซียส ความตื่นตระหนกมักเกิดขึ้นทันทีในใจของผู้ปกครอง คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาว่าจะทำอย่างไรดี จะเช็ดตัวอย่างไรไม่ให้ลูกหนาวสั่น และยาลดไข้ที่มียังปลอดภัยพอสำหรับลูกหรือไม่

อาการไข้สูงลอยในเด็กเป็นหนึ่งในอาการนำที่สร้างความกังวลใจให้แก่ครอบครัวมากที่สุด ในฐานะกุมารแพทย์ หมออยากชวนทุกท่านมาทำความเข้าใจกลไกทางสรีรวิทยาของไข้ และเรียนรู้วิธีการดูแลประคับประคอง ตลอดจน การเช็ดตัวลดไข้ อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยของลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทำความเข้าใจกลไกการเกิดไข้: เมื่อสมองปรับอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น

ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย กระบวนการนี้ถูกควบคุมอย่างเป็นระบบโดยสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนตัวควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) ของร่างกาย

ในสภาวะปกติ ไฮโปทาลามัสจะตั้งอุณหภูมิอ้างอิงไว้ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส แต่เมื่อร่างกายตรวจพบสิ่งแปลกปลอม เซลล์เม็ดเลือดขาวจะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า สารก่อไข้ (Pyrogens) ไปกระตุ้นไฮโปทาลามัสให้ปรับระดับอุณหภูมิอ้างอิงใหม่ให้สูงขึ้น เช่น ปรับขึ้นไปที่ 39 หรือ 40 องศาเซลเซียส

ในช่วงที่สมองเพิ่งปรับระดับอุณหภูมิขึ้นใหม่นี้ ร่างกายจะรู้สึกว่าอุณหภูมิภายในต่ำกว่าระดับใหม่ที่ตั้งไว้ จึงกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเพื่อสร้างและกักเก็บความร้อน ได้แก่ หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวทำให้เด็กมีอาการมือเท้าเย็น และกล้ามเนื้อหดตัวสั่นเพื่อสร้างความร้อน (Shivering) จนกระทั่งอุณหภูมิไต่ขึ้นไปถึงระดับใหม่ที่สมองตั้งไว้ ไข้จึงจะเริ่มทรงตัวหรือที่เรียกว่า "ไข้ลอย" และตัวร้อนจัดทั่วร่างกาย

เทคนิคการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นอย่างถูกวิธี เพื่อเลี่ยงอาการหนาวสั่น

เมื่อเด็กมีไข้สูง การให้ยาลดไข้เพียงอย่างเดียวมักใช้เวลา 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงจึงจะเริ่มออกฤทธิ์ การเช็ดตัวลดไข้ จึงเป็นเครื่องมือทางกายภาพที่สำคัญที่สุดในการช่วยระบายความร้อนออกจากผิวหนังอย่างรวดเร็วผ่านกระบวนการนำความร้อนและการระเหยของน้ำ

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยมากคือการใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำใส่น้ำแข็งในการเช็ดตัวเพื่อหวังจะให้ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ในทางการแพทย์ วิธีนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด เนื่องจากน้ำเย็นจัดจะกระตุ้นให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังหดตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกจากอวัยวะภายในได้ และยังกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการหนาวสั่น ซึ่งสมองจะยิ่งสั่งการให้สร้างความร้อนเพิ่มขึ้นจนไข้พุ่งสูงกว่าเดิม วิธีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมีขั้นตอนดังนี้

อุปกรณ์ที่ต้องจัดเตรียม

  • กะละมังหรืออ่างใส่น้ำอุ่น (อุณหภูมิประมาณ 27-32 องศาเซลเซียส หรือหยดหลังมือแล้วรู้สึกอุ่นสบาย ไม่ร้อนเกินไป)
  • ผ้าขนหนูผืนเล็กที่ซับน้ำได้ดีจำนวน 3-4 ผืน
  • ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่สำหรับซับตัวให้แห้ง

ขั้นตอนและแนวทางการเช็ดตัว

  • เตรียมสภาพแวดล้อม: ปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศชั่วคราวเพื่อป้องกันลมเป่าตัวเด็กขณะเช็ดตัว ซึ่งจะทำให้เด็กหนาวสั่น ถอดเสื้อผ้าของเด็กออกทั้งหมดเพื่อเปิดผิวหนังสำหรับการระบายความร้อน
  • ทิศทางการเช็ด: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดผิวหนังโดยเน้นการเช็ดสวนทิศทางการไหลเวียนของเลือด คือเช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • เน้นตำแหน่งหลอดเลือดใหญ่: วางผ้าชุบน้ำอุ่นประคบพักไว้บริเวณซอกคอ ซอกรักแร้ ข้อพับแขน และขาหนีบ เนื่องจากบริเวณเหล่านี้มีเส้นเลือดใหญ่ไหลผ่านใกล้ผิวหน้า ช่วยให้เกิดการถ่ายเทความร้อนได้ดีที่สุด
  • เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ: เมื่อรู้สึกว่าผ้าขนหนูที่ประคบไว้เริ่มอุ่นขึ้นตามอุณหภูมิร่างกาย ให้เปลี่ยนชุบน้ำอุ่นใหม่บิดหมาดแล้วประคบซ้ำ
  • สังเกตอาการระหวางเช็ด: ควรใช้เวลาเช็ดตัวประมาณ 15-20 นาที หากระหว่างเช็ดตัวเด็กเริ่มมีอาการสั่น ให้หยุดเช็ดทันที ซับตัวให้แห้ง แล้วห่มด้วยผ้าห่มผืนบางเพื่อบรรเทาอาการหนาวสั่น
  • หลังเสร็จสิ้นขั้นตอน: ซับตัวเด็กให้แห้งสนิททันที สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อโปร่งสบาย ไม่หนาเตอะ และหลีกเลี่ยงการห่มผ้าหนาหรือสวมเสื้อผ้าซ้อนกันหลายชั้น

การเลือกใช้ยาลดไข้อย่างปลอดภัยและข้อควรระวังเกี่ยวกับยากลุ่มแอสไพริน

ยาลดไข้มีบทบาทสำคัญในการบรรเทาอาการปวดหัว ตัวร้อน และความไม่สุขสบายตัวของเด็ก ยาตัวเลือกแรกที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดและแนะนำให้ใช้ในเวชปฏิบัติทั่วไปคือ พาราเซตามอล (Paracetamol)

หลักการคำนวณปริมาณยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก: ขนาดของยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ป้อนยาซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามป้อนยาเกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง เนื่องจากอาจเกิดความเป็นพิษต่อตับเฉียบพลัน

ข้อควรระวังที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นที่มีอาการไข้โดยเด็ดขาด เนื่องจากหากไข้นั้นเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้อีสุกอีใส การได้รับยาแอสไพรินจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต โดยจะทำให้สมองบวมอย่างรุนแรงและตับวายเฉียบพลัน

สำหรับยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แม้จะมีฤทธิ์ลดไข้ได้แรงและยาวนานกว่าพาราเซตามอล แต่ควรใช้ภายใต้การดูแลและการสั่งยาของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อใช้เองโดยพละการ โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยว่าเด็กอาจเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากไอบูโพรเฟนมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ภาวะไข้สูงจนชัก: สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องระวังและรีบนำส่งโรงพยาบาล

ภาวะแทรกซ้อนที่สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ครอบครัวมากที่สุดคือ อาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ซึ่งมักพบในเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี โดยเกิดจากการที่สมองของเด็กในวัยนี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนหรืออาการเหล่านี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • เด็กมีอาการตัวเกร็ง แขนขาเกร็ง หรือมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อทั้งสองข้างพร้อมกัน
  • ตาเหลือก ตาค้าง หรือจ้องนิ่งไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • เรียกแล้วไม่รู้สึกตัว ปากเขียวคล้ำ หรือมีน้ำลายฟูมปาก
  • มีอาการไข้สูงร่วมกับซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม อาเจียนพุ่ง หรือมีอาการคอแข็ง

หากเด็กเกิดอาการชัก สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติ จับเด็กนอนตะแคงข้างลงบนพื้นราบที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการสำลักน้ำลายหรือเศษอาหารเข้าไปในปอด ห้ามนำสิ่งของใดๆ เช่น ช้อน นิ้วมือ หรือผ้า เข้าไปอุดหรือใส่ในปากของเด็กโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ฟันหักหรืออุดกั้นทางเดินหายใจของเด็กได้ หลังจากนั้นให้ทำการเช็ดตัวลดไข้เพื่อประคองอาการและรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

การเข้าใจกลไกของไข้ การฝึกฝนทักษะการเช็ดตัวอย่างถูกวิธี และการใช้ยาลดไข้อย่างสมเหตุสมผล จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกรักในยามเจ็บป่วยได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างเป็นมืออาชีพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down