เมื่อลูกรักสำลักอาหารติดคอหรือหยุดหายใจ: ขั้นตอนการทำ Heimlich Maneuver และ CPR ในเด็กเล็กที่พ่อแม่ต้องรู้
วินาทีที่เห็นลูกน้อยกำลังเคี้ยวอาหาร แล้วจู่ๆ ก็เกิดอาการไอติดๆ กัน หน้าเริ่มเขียว เอามือจับคอ ตาเลิกลก และไม่มีเสียงร้องไห้เล็ดลอดออกมาเลย คือช่วงเวลาที่สร้างความตกใจและหวาดกลัวให้คนเป็นพ่อแม่มากที่สุด ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอมและภาวะหัวใจหยุดเต้นในเด็กเล็กมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว การตั้งสติและมีความรู้เรื่อง การช่วยฟื้นคืนชีพในเด็ก ที่ถูกต้อง จึงเป็นปราการด่านแรกที่จะช่วยชีวิตลูกน้อยไว้ได้ทันท่วงที
1. การปฐมพยาบาลภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นด้วยวิธี Heimlich Maneuver ในเด็กและทารก
การช่วยเหลือเด็กที่สิ่งแปลกปลอมติดคอจะแบ่งตามช่วงอายุอย่างชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างร่างกายและอวัยวะภายในของทารกยังมีความอ่อนบางมาก การใช้วิธีที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายในได้
การช่วยเหลือทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี (Infant Choking)
ห้ามใช้วิธีกระแทกหน้าท้อง (Heimlich Maneuver) ในทารกเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ตับหรืออวัยวะในช่องท้องบอบช้ำ ให้ใช้เทคนิคการตบหลังสลับกับการกดหน้าอก (Back Blows and Chest Thrusts) ดังนี้:
- ตบหลัง (5 Back Blows): วางทารกคว่ำหน้าลงบนแขน โดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว รองรับคางและใบหน้าของทารกด้วยฝ่ามือ (ระวังอย่ากดทับคอ) จากนั้นใช้สันฝ่ามืออีกข้างตบแรงๆ บริเวณกึ่งกลางระหว่างสะบักทั้งสองข้างจำนวน 5 ครั้ง
- กดหน้าอก (5 Chest Thrusts): พลิกทารกหงายหน้าขึ้นบนอีกแขนหนึ่ง โดยให้ศีรษะยังคงต่ำกว่าลำตัว ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบริเวณกึ่งกลางกระดูกอก (ระดับใต้เส้นนม) ความลึกประมาณ 1.5 นิ้ว จำนวน 5 ครั้ง
- ทำสลับกันจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือจนกว่าทารกจะหมดสติ หากทารกหมดสติให้เริ่มขั้นตอน การช่วยฟื้นคืนชีพในเด็ก ทันที
การช่วยเหลือเด็กอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป (Child Choking)
เด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปี สามารถใช้วิธีกระแทกหน้าท้องหรือ Heimlich Maneuver ได้อย่างปลอดภัย:
- ยืนหรือคุกเข่าซ้อนด้านหลังเด็ก โอบแขนรอบเอวเด็ก
- กำมือข้างหนึ่งโดยเอานิ้วหัวแม่มือวางไว้ด้านใน นำด้านนิ้วหัวแม่มือวางลงบนหน้าท้องเด็ก เหนือสะดือ แต่ให้อยู่ใต้กระดูกลิ้นปี่
- ใช้นิ้วมืออีกข้างกุมมือที่กำไว้ แล้วกดกระแทกเข้าด้านในและเฉียงขึ้นข้างบนอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Inward and Upward Thrusts) ทำต่อเนื่องจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออก
2. ความแตกต่างของขั้นตอนและเทคนิคการกดหน้าอกในเด็ก ทารก และผู้ใหญ่
การปั๊มหัวใจหรือ CPR ในเด็ก มีข้อแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งเรื่องตำแหน่ง น้ำหนัก และอัตราความเร็ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อกระดูกอก
การกดหน้าอกในทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี)
เนื่องจากทรวงอกของทารกมีความยืดหยุ่นสูงแต่บอบบาง การกดหน้าอกสามารถทำได้ 2 เทคนิค:
- วิธีใช้นิ้วมือสองนิ้ว (Two-Finger Technique): สำหรับผู้ช่วยเหลือคนเดียว ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดบริเวณครึ่งล่างของกระดูกอก
- วิธีใช้สองนิ้วหัวแม่มือโอบรอบอก (Two Thumb-Encircling Hands Technique): แนะนำสำหรับกรณีมีผู้ช่วยเหลือสองคน ใช้มือทั้งสองข้างโอบรอบทรวงอกทารก แล้วใช้หัวแม่มือทั้งสองกดลงบนกระดูกอก
- ความลึกและอัตราเร็ว: กดลึกลงไปประมาณ 1.5 นิ้ว (หรือ 1/3 ของความลึกทรวงอก) ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที
การกดหน้าอกในเด็กเล็ก (อายุ 1 ปี ถึง วัยเริ่มเจริญพันธุ์)
- ใช้สันมือข้างเดียว (หรือสองข้างหากเด็กตัวใหญ่) วางบนครึ่งล่างของกระดูกอก
- กดลึกลงไปประมาณ 2 นิ้ว (หรือ 1/3 ของความลึกทรวงอก) โดยแขนต้องตึงและกดลงในแนวตั้งฉาก
- ความแตกต่างจากผู้ใหญ่: ในผู้ใหญ่จำเป็นต้องใช้สองมือประสานกันกดลงไปลึกอย่างน้อย 2-2.4 นิ้ว แต่ในเด็กต้องปรับแรงตามขนาดตัวเพื่อป้องกันกระดูกซี่โครงหัก
3. เทคนิคการเปิดทางเดินหายใจอย่างถูกต้อง: Head-Tilt Chin-Lift และ Jaw-Thrust
เมื่อเด็กหมดสติ กล้ามเนื้อลิ้นจะหย่อนตัวลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ การเปิดทางเดินหายใจจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการช่วยเป่าปาก
วิธีเชิดคางและแหงนหน้า (Head-Tilt Chin-Lift)
เป็นวิธีมาตรฐานเมื่อไม่สงสัยการบาดเจ็บที่กระดูกคอ โดยใช้มือหนึ่งวางบนหน้าผากเด็กแล้วกดลงเบาๆ เพื่อแหงนศีรษะ ใช้นิ้วของอีกมือหนึ่งเชิดกระดูกคางขึ้น
ข้อควรระวังสำคัญสำหรับทารก: ห้ามแหงนศีรษะทารกมากเกินไป (Hyperextension) เพราะหลอดลมของทารกยืดหยุ่นและแคบ การแหงนคอมากเกินไปจะทำให้หลอดลมพับและอุดกั้นยิ่งขึ้น ให้จัดในท่าศีรษะตรงระดับสายตา (Neutral position) เท่านั้น
วิธียกขากรรไกรล่าง (Jaw-Thrust Maneuver)
ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กได้รับอุบัติเหตุและอาจมีการบาดเจ็บของกระดูกกระดูกคอ วิธีนี้จะเปิดทางเดินหายใจโดยไม่ขยับศีรษะหรือคอของเด็ก ทำได้โดยวางนิ้วมือบริเวณมุมกระดูกขากรรไกรล่างทั้งสองข้าง แล้วยกขากรรไกรขึ้นด้านบน
4. การช่วยเป่าปาก อุปกรณ์ช่วยหายใจ และการป้องกันภาวะลมดันในกระเพาะอาหาร
ขั้นตอนการเป่าปากในเด็กต้องการความนุ่มนวลและปริมาณลมที่เหมาะสม การช่วยฟื้นคืนชีพในเด็กจะเน้นการช่วยหายใจร่วมกับการกดหน้าอกอย่างมาก เนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้นในเด็กส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากภาวะขาดอากาศหายใจ (Hypoxia)
เทคนิคการช่วยเป่าปากตามช่วงอายุ
- สำหรับทารก: ผู้ช่วยเหลือต้องอมครอบทั้งปากและจมูกของทารกให้มิดชิด
- สำหรับเด็กโต: บีบจมูกเด็กให้แน่น แล้วอมครอบเฉพาะบริเวณปากของเด็ก
- ปริมาณลม: เป่าลมเข้าช้าๆ ให้พอเห็นอกเด็กกระเพื่อมขึ้น ใช้เวลาประมาณ 1 วินาทีต่อครั้ง ห้ามเป่าลมด้วยความรุนแรงหรือปริมาณมากเกินไป
การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจและการป้องกันภาวะลมดันในกระเพาะอาหาร (Gastric Inflation)
การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ เช่น หน้ากากชนิด Pocket Mask หรืออุปกรณ์ Bag-Valve-Mask (BVM) ในเด็ก ต้องเลือกขนาดหน้ากากให้พอดี ครอบครอบคลุมตั้งแต่สันจมูกถึงใต้ริมฝีปากล่าง และใช้นิ้วมือจับในลักษณะ EC-Clamp เพื่อให้หน้ากากแนบสนิท
หากเป่าลมเร็วเกินไป แรงเกินไป หรือทางเดินหายใจไม่เปิดกว้างพอ ลมจะผ่านลงไปยังกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดภาวะลมดันในกระเพาะอาหาร (Gastric Inflation) ส่งผลให้เด็กอาเจียนและสำลักเศษอาหารเข้าสู่ปอด หรือดันกะบังลมทำให้ปอดขยายตัวได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้น ความนุ่มนวลและการจัดท่าทางเดินหายใจให้ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด