ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความผิดปกติทางกายวิภาคและโครงสร้างลำไส้ในเด็ก: ภาวะลำไส้กลืนกันและโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อย

ความผิดปกติทางกายวิภาคและโครงสร้างของลำไส้ในเด็กเป็นภาวะทางการแพทย์ที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและการเจริญเติบโตของเด็กได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ ภาวะลำไส้กลืนกันในเด็ก รวมถึงความผิดปกติทางโครงสร้างอื่นๆ ที่พบบ่อยในเด็ก โดยเน้นย้ำถึงสาเหตุ อาการ แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และสัญญาณอันตรายที่ผู้ปกครองควรตระหนัก

1. ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception): สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาเร่งด่วน

ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) คือ ภาวะที่ส่วนหนึ่งของลำไส้เคลื่อนตัวเข้าไปทับหรือสอดเข้าไปในลำไส้ส่วนถัดไป ทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินอาหารและการไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นถูกขัดขวาง ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อลำไส้ตายได้ เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พบบ่อยในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 3 เดือน ถึง 3 ปี

  • สาเหตุ:
    • ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic): มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสในทางเดินอาหาร หรือต่อมน้ำเหลืองในลำไส้โต
    • มีสาเหตุนำ (Pathological Lead Point): พบในเด็กโตหรือกรณีที่เกิดซ้ำ อาจเกิดจากความผิดปกติในลำไส้ที่เป็นจุดดึงรั้ง เช่น ถุงผนังลำไส้ผิดปกติเมคเคล (Meckel's diverticulum), ติ่งเนื้อในลำไส้ (Polyp), เนื้องอก, หรือพยาธิ
  • อาการ:
    • ปวดท้องรุนแรงเป็นพักๆ: เด็กจะร้องไห้กะทันหัน งอตัวไปมา คล้ายมีอาการปวดบิดเป็นช่วงๆ แล้วหยุดพัก ก่อนจะกลับมาปวดใหม่
    • อาเจียน: อาจมีลักษณะเป็นน้ำดีหรืออาหารที่รับประทานเข้าไป
    • ถ่ายเป็นมูกเลือดคล้าย "เยลลี่แดง" (Currant Jelly Stool): เป็นสัญญาณจำเพาะที่สำคัญ แต่บางรายอาจไม่มี
    • คลำพบก้อนในช่องท้อง: แพทย์อาจคลำได้ก้อนลักษณะคล้ายไส้กรอกบริเวณท้องด้านขวาบนหรือกลางท้อง
    • ซึม อ่อนเพลีย: โดยเฉพาะเมื่อภาวะดำเนินไปนานขึ้น
  • แนวทางการรักษาเร่งด่วน:
    • การวินิจฉัย: การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องเป็นการวินิจฉัยที่มีความแม่นยำสูง
    • การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Non-operative reduction): การสวนแป้งหรือสวนลม/น้ำเกลือผ่านทางทวารหนัก เพื่อดันลำไส้ที่กลืนกันให้คลายออก เป็นวิธีการรักษาหลักหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
    • การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical intervention): หากการรักษาวิธีแรกไม่สำเร็จ หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ทะลุ ภาวะเนื้อตาย การผ่าตัดจะมีความจำเป็นเพื่อคลายลำไส้และตัดส่วนที่เสียหายออก

2. ความผิดปกติของโครงสร้างลำไส้แต่กำเนิดหรือที่พบในเด็ก

นอกจากภาวะลำไส้กลืนกันแล้ว เด็กยังอาจมีความผิดปกติทางโครงสร้างของลำไส้ที่อาจเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

ถุงผนังลำไส้ผิดปกติเมคเคล (Meckel's Diverticulum)

  • เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่พบบ่อยที่สุดของระบบทางเดินอาหาร เกิดจากการที่ท่อ Omphalomesenteric duct ซึ่งเชื่อมระหว่างลำไส้ทารกกับถุงไข่แดงไม่ฝ่อไปทั้งหมด ทำให้เกิดเป็นถุงยื่นออกจากผนังลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum)
  • อาการ: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร (มักเป็นการถ่ายอุจจาระมีเลือดสดปนออกมา โดยไม่มีอาการปวด), ลำไส้อุดตัน, หรือการอักเสบคล้ายไส้ติ่งอักเสบ
  • การวินิจฉัย: ทำได้ยากเนื่องจากมักไม่มีอาการจำเพาะ อาจใช้การตรวจ Meckel's scan (Technetium-99m pertechnetate scan) หรือการส่องกล้อง
  • การรักษา: หากมีอาการหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อตัดถุงเมคเคลออก

ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ชนิด Juvenile (Juvenile Polyps)

  • เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (benign hamartomatous polyp) ที่พบบ่อยที่สุดในลำไส้ใหญ่ของเด็ก โดยเฉพาะในเด็กวัย 2-10 ปี มักพบบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (rectum และ sigmoid colon)
  • อาการ: อาการที่พบบ่อยที่สุดคือการถ่ายอุจจาระปนเลือดสด หรือมีเลือดเคลือบอุจจาระ อาจมีติ่งเนื้อยื่นออกมาทางทวารหนักขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และอาจมีอาการปวดเบ่ง หรือปวดท้องร่วมด้วย
  • การวินิจฉัย: การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นวิธีการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด และสามารถตัดติ่งเนื้อออกได้พร้อมกัน
  • การรักษา: การตัดติ่งเนื้อออกผ่านการส่องกล้องเป็นวิธีการรักษาหลัก หากติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่หรือมีอาการรุนแรงอาจพิจารณาการผ่าตัด

3. ภาวะแผลรอยแยกที่ทวารหนัก (Anal Fissure): การวินิจฉัยและการจัดการ

ภาวะแผลรอยแยกที่ทวารหนักคือรอยฉีกขาดเล็กๆ บริเวณผิวหนังส่วนปลายของทวารหนัก มักเกิดจากการถ่ายอุจจาระแข็ง ทำให้เกิดการบาดเจ็บระหว่างเบ่งถ่าย

  • สาเหตุ:
    • ท้องผูก: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก เนื่องจากอุจจาระแข็งและก้อนใหญ่
    • ถ่ายเหลวเรื้อรัง: การระคายเคืองจากการถ่ายเหลวบ่อยครั้งก็อาจทำให้เกิดรอยแยกได้
    • การบาดเจ็บอื่นๆ: การสอดสิ่งแปลกปลอม หรือการทำความสะอาดทวารหนักที่รุนแรงเกินไป
  • อาการ:
    • ปวดรุนแรงขณะและหลังถ่ายอุจจาระ: เด็กอาจกลัวการถ่ายอุจจาระและพยายามกลั้นไว้
    • เลือดออกสดๆ: มักพบเลือดหยดเล็กน้อย หรือเปื้อนกระดาษชำระขณะเช็ดก้น
    • อาจมีอาการคัน: บริเวณรอบทวารหนัก
  • การวินิจฉัย: แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างนุ่มนวล โดยการแหวกก้นเบาๆ เพื่อดูรอยแยกบริเวณทวารหนัก
  • การจัดการ:
    • การปรับพฤติกรรมและการดูแลทั่วไป:
      • เพิ่มใยอาหารและน้ำในอาหาร เพื่อให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น
      • การแช่ก้นในน้ำอุ่น (sitz bath) เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดและบรรเทาอาการปวด
      • การใช้ยาทาเฉพาะที่ เช่น ยาชา หรือยาสเตียรอยด์ (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์)
    • การใช้ยาระบาย/ยาเพิ่มกากใย: ในกรณีท้องผูกเรื้อรัง เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มลง
    • การผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับแผลเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ ซึ่งพบน้อยมากในเด็ก

4. สัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติทางโครงสร้างและข้อบ่งชี้ในการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กควรสังเกตสัญญาณผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติทางโครงสร้างของลำไส้ ซึ่งควรนำเด็กเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยเร็ว

  • อาการปวดท้อง:
    • ปวดท้องรุนแรง กะทันหัน เป็นพักๆ ร่วมกับงอตัว
    • ปวดท้องเรื้อรัง หรือปวดบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เลือดออกในทางเดินอาหาร:
    • ถ่ายอุจจาระปนเลือดสดปริมาณมาก หรือเป็นมูกเลือดคล้ายเยลลี่แดง
    • ถ่ายอุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย (Melena) ซึ่งบ่งชี้ว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน
    • ตรวจพบเลือดแฝงในอุจจาระ (Occult blood) โดยไม่มีอาการชัดเจน
  • อาเจียน:
    • อาเจียนเป็นน้ำดี (สีเขียวเหลือง) ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะลำไส้อุดตัน
    • อาเจียนรุนแรงหรืออาเจียนพุ่งติดต่อกัน
  • ภาวะลำไส้อุดตัน:
    • ท้องอืด ท้องป่อง ไม่ผายลม ไม่ถ่ายอุจจาระ
    • ปวดท้องรุนแรง
  • คลำพบก้อนในช่องท้อง: ก้อนผิดปกติที่คลำได้บริเวณหน้าท้อง
  • น้ำหนักลด หรือไม่เจริญเติบโตตามวัย (Failure to thrive): โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
  • ภาวะลำไส้กลืนกันซ้ำ: หากเคยมีประวัติลำไส้กลืนกันและกลับมามีอาการอีกครั้ง
  • มีประวัติครอบครัว: มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคทางเดินอาหารที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางชนิด

หากบุตรหลานของท่านมีอาการข้างต้น หรือมีความผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่ไม่สามารถอธิบายได้ ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารในเด็กทันที การวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กได้

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ