วิธีผสมยาปฏิชีวนะชนิดผงแห้งและการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี
ยาปฏิชีวนะสำหรับเด็กหลายชนิดมักมาในรูปแบบผงแห้งที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้ เพื่อคงความเสถียรของตัวยา ขั้นตอนการเตรียมยาที่ถูกต้องจึงเป็นด่านแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการรักษา
- ขั้นตอนการผสมยาที่ถูกต้อง: เริ่มจากการเคาะขวดยาเบาๆ ให้ผงยาที่เกาะกันอยู่กระจายตัวไม่จับเป็นก้อน จากนั้นใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว (ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาดเพราะความร้อนจะทำลายโครงสร้างของยาและทำให้ยาเสื่อมสภาพ) เทลงไปในขวดประมาณครึ่งหนึ่งของขีดที่กำหนด ปิดฝาแล้วเขย่าจนผงยาละลายเข้ากับน้ำเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงเติมน้ำเพิ่มให้ได้ระดับพอดีกับขีดที่ระบุบนขวด แล้วเขย่าอีกครั้งก่อนนำไปใช้งาน
- การเก็บรักษาหลังจากผสมน้ำแล้ว: ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่หลังผสมน้ำแล้วจะมีอายุการใช้งานจำกัด โดยทั่วไปอยู่ที่ 7 ถึง 14 วัน ยาบางชนิดเช่น ยาในกลุ่มอะม็อกซีซิลลินร่วมกับกรดคลาวูลานิก จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา (อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส) เพื่อป้องกันยาเสื่อมสภาพ ในขณะที่ยาบางชนิดสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้ ผู้ปกครองควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียดและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสียา หากยามีสีเข้มขึ้นหรือกลิ่นเปลี่ยนไป ไม่ควรนำมาป้อนเด็กต่อโดยเด็ดขาด
เทคนิคการตวงและการป้อนยาปฏิชีวนะสำหรับเด็กให้ได้ปริมาตรที่ถูกต้อง
การวัดปริมาตรยาที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการรักษาในเด็กเล็ก เนื่องจากขนาดยาถูกคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กโดยเฉพาะ ดังนั้นความแม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
อุปกรณ์ตวงยาที่ควรเลือกใช้
หลีกเลี่ยงการใช้ช้อนแกงหรือช้อนกาแฟในครัวเรือนเนื่องจากมีมาตรฐานปริมาตรที่ไม่แน่นอน ควรเลือกใช้หลอดป้อนยา (Syringe) หรือถ้วยตวงยาที่แนบมากับขวดยาเท่านั้น โดยหลอดป้อนยาจะมีความแม่นยำสูงสุดและป้อนได้ง่ายที่สุดสำหรับเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถดื่มยาจากแก้วได้
เทคนิคการป้อนยาเพื่อป้องกันการสำลักและบ้วนทิ้ง
อุ้มเด็กให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ค่อยๆ สอดปลายหลอดป้อนยาเข้าทางมุมปาก โดยเล็งปลายหลอดไปที่กระพุ้งแก้มด้านในด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ควรฉีดยาเข้าสู่ลำคอโดยตรงเพราะจะทำให้เด็กสำลักได้ง่าย ค่อยๆ กดลูกสูบเพื่อปล่อยยาทีละน้อยเพื่อให้เด็กมีเวลาค่อยๆ กลืน หากเด็กต่อต้านอย่างรุนแรง ไม่ควรฝืนป้อนในขณะที่เด็กกำลังร้องไห้เสียงดัง เพราะอาจทำให้ยาเข้าสู่ทางเดินหายใจจนเกิดอันตรายได้
รับมืออย่างไรเมื่อลูกบ้วนยาหรืออาเจียนหลังทานยา
เหตุการณ์เด็กบ้วนยาหรืออาเจียนออกมาทันทีเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองอย่างมาก การตัดสินใจว่าจะป้อนยาซ้ำหรือไม่ ให้พิจารณาจากระยะเวลาหลังจากที่เด็กกลืนยาลงไปดังนี้
- อาเจียนหรือบ้วนยาออกมาทันที (ภายใน 15 นาทีหลังป้อน): ตัวยายังไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ในกรณีนี้ควรรอให้เด็กสงบลง บ้วนปากเพื่อลดรสชาติยาที่ตกค้าง แล้วทำการป้อนยาซ้ำในขนาดเดิมเต็มจำนวน
- อาเจียนหลังจากป้อนยาไปแล้ว 15 ถึง 30 นาที: ตัวยาเริ่มมีการดูดซึมบ้างแล้วบางส่วน หากอาเจียนออกมาปริมาณมากหรือเห็นเนื้อยาปนออกมาเด่นชัด อาจพิจารณาป้อนยาซ้ำอีกครั้ง แต่หากไม่แน่ใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาด
- อาเจียนหลังจากป้อนยาไปแล้วมากกว่า 30 นาที: ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่จะได้รับการดูดซึมจากทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดไปเกือบหมดแล้ว ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องป้อนยาซ้ำ ให้รอป้อนยามื้อถัดไปตามเวลาปกติได้เลย
ข้อควรระวัง: ห้ามผสมยาปฏิชีวนะลงในขวดนมหรืออาหารปริมาณมากเพื่อหวังให้เด็กทานง่ายขึ้น เพราะหากเด็กทานนมหรืออาหารมื้อนั้นไม่หมด จะทำให้ได้รับปริมาณยาไม่ครบถ้วนตามขนาดที่แพทย์สั่ง
อันตรายจากการป้อนยาไม่สม่ำเสมอและผลกระทบต่อระดับยาในกระแสเลือด
หลักการทำงานสำคัญของการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับเด็กคือ การคงระดับความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Minimum Inhibitory Concentration หรือ MIC) ตลอดเวลาที่ทำการรักษา
หากผู้ปกครองป้อนยาไม่ตรงเวลา ลืมป้อนยา หรือหยุดยาเองทันทีเมื่อเห็นว่าลูกเริ่มไม่มีไข้หรืออาการดีขึ้น ระดับยาในกระแสเลือดจะลดต่ำลงต่ำกว่าเกณฑ์การกำจัดเชื้อทันที การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำและรุนแรงขึ้น แต่ยังกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียที่เหลือรอดอยู่เกิดการพัฒนาสายพันธุ์จนกลายเป็น "เชื้อดื้อยา" ซึ่งจะทำให้การรักษาในอนาคตทำได้ยากขึ้นและอาจจำเป็นต้องใช้ยาที่แรงขึ้นและมีผลข้างเคียงมากกว่าเดิม
ดังนั้น ความสม่ำเสมอ ความตรงต่อเวลา และความต่อเนื่องในการป้อนยาจนครบกำหนดตามที่แพทย์สั่ง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียในเด็กอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ