ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกภัยเงียบจากโรคปอดอักเสบ: ทำไมเด็กเล็กและผู้สูงอายุจึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โรคปอดอักเสบ หรือที่นิยมเรียกกันว่าโรคปอดบวม (Pneumonia) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีความรุนแรงสูง และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในกลุ่มวัยเหล่านี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่หรือมีความเสื่อมถอยตามวัย ทำให้เมื่อได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว เชื้อโรคสามารถลุกลามเข้าสู่เนื้อปอดได้อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะหายใจล้มเหลว และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ PCV และ PPSV จึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการลดความรุนแรงของโรคและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย

เชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุของโรคปอดอักเสบมีอยู่หลากหลายชนิด ทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย แต่เชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรงและพบได้บ่อยที่สุดคือ เชื้อนิวโมค็อกคัส (Streptococcus pneumoniae) หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าเชื้อ pneumococcus เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่บริเวณโพรงจมูกและลำคอของมนุษย์ สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งร่วมกัน เมื่อร่างกายของผู้ป่วยมีความอ่อนแอ เชื้อแบคทีเรียจะหลุดรอดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ลุกลามเข้าสู่ถุงลมปอด กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง มีหนองและน้ำเหลืองคั่งอยู่ในถุงลม ทำให้ร่างกายไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำมา 3 สู่ภาวะหายใจลำบากและเกิดภาวะติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้ในที่สุด

ทำความรู้จักวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ PCV และ PPSV: ความแตกต่างและความสำคัญ

ในปัจจุบันทางการแพทย์มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียเชื้อมิวโมค็อกคัสอยู่ 2 ชนิดหลักๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิต กลุ่มเป้าหมาย และระยะเวลาในการสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่ วัคซีนชนิดคอนจูเกต (Pneumococcal Conjugate Vaccine หรือ PCV) และวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ (Pneumococcal Polysaccharide Vaccine หรือ PPSV)

วัคซีน PCV (Pneumococcal Conjugate Vaccine)

เป็นวัคซีนชนิดคอนจูเกตที่มีการนำเอาโปรตีนตัวพามาผูกติดกับโมเลกุลของเปลือกหุ้มเซลล์แบคทีเรีย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถจดจำเชื้อโรคได้ดีเยี่ยมแม้ในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี วัคซีนชนิดนี้กระตุ้นภูมิคุ้มกันในระยะยาวได้ดีมากและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ได้ ปัจจุบันมีชนิด 13 สายพันธุ์ (PCV13) และชนิด 15 สายพันธุ์ (PCV15) หรือ 20 สายพันธุ์ (PCV20) ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อโรคดื้อยาในปัจจุบัน

วัคซีน PPSV (Pneumococcal Polysaccharide Vaccine)

เป็นวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ ครอบคลุมเชื้อ 23 สายพันธุ์ (PPSV23) เหมาะสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างวัคซีนไม่กระตุ้นภูมิคุ้มกันในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี วัคซีนชนิดนี้มีความโดดเด่นในเรื่องของการครอบคลุมสายพันธุ์ที่กว้างขวางกว่า แต่ระดับภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา และไม่กระตุ้นให้เกิดความจำทางภูมิคุ้มกันที่ดีเท่ากับชนิด PCV

ใครบ้างที่ควรรับวัคซีน PCV และ PPSV ตามคำแนะนำทางการแพทย์

การเลือกใช้วัคซีนป้องกันปอดอักเสบจะมีความแตกต่างกันไปตามช่วงอายุและโรคประจำตัว โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้

  • เด็กทารกและเด็กเล็ก: ควรได้รับวัคซีน PCV ตามกำหนดตั้งแต่ช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งในช่วงอายุ 12-15 เดือน เพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือดในวัยเด็ก
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป: เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรได้รับวัคซีน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอย แพทย์มักแนะนำให้ฉีดวัคซีน PCV13 ก่อน แล้วตามด้วยวัคซีน PPSV23 ในระยะเวลาห่างกันตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อครอบคลุมทั้งความคงทนของภูมิคุ้มกันและจำนวนสายพันธุ์ที่กว้างขวาง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ได้แก่ ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนทั้งสองชนิดนี้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
คำแนะนำจากคุณหมอ: การฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบทั้งในเด็กและผู้สูงอายุ ไม่เพียงแต่ช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลด้วยโรคปอดบวมเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อรุนแรงที่อาจนำไปสู่ภาวะเสียชีวิตเฉียบพลันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อาการสำคัญและสัญญาณอันตรายของโรคปอดอักเสบที่ต้องพบแพทย์ทันที

การสังเกตอาการเริ่มแรกและการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมาก โดยอาการของโรคปอดอักเสบมักจะเริ่มจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ก่อนจะลุกลามลงสู่ปอด

อาการเริ่มแรก

มีไข้ ไอมีเสมหะ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งมักจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป

อาการเด่นชัดเมื่อเชื้อลงปอด

ไข้สูงต่อเนื่อง ไอมีเสมหะข้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือมีเลือดปน เจ็บหน้าอกเวลาหายใจหรือไอ หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก และรู้สึกอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงมากเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลด แม้ว่าจะได้รับยาลดไข้และการเช็ดตัวแล้ว
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง มีอาการปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋ม หรือซี่โครงบานขณะหายใจ
  • ภาวะพร่องออกซิเจน สังเกตเห็นริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือในเด็กเล็กจะมีอาการงอแงผิดปกติ ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • ความดันโลหิตต่ำ ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาดเมื่อมีอาการไอหรือไข้หวัด เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่เพียงแต่ไม่ได้ผล แต่ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคต

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคปอดอักเสบ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบ ได้แก่ การซักประวัติการเจ็บป่วยและประวัติการรับวัคซีน การตรวจร่างกายด้วยการฟังเสียงปอดผ่านเครื่อง stethoscope เพื่อค้นหาเสียงผิดปกติในเนื้อปอด (Crepitation หรือ Rhonchi) ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อดูเงื่อนไขการอักเสบในเนื้อปอด การตรวจหาเชื้อไวรัสและแบคทีเรียจากสารคัดหลั่ง และการตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวและภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

แนวทางการรักษาโรคปอดอักเสบจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและเชื้อที่เป็นสาเหตุ โดยแบ่งออกเป็นดังนี้

  • การรักษาด้วยยา: หากตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อโรคอย่างครบถ้วนตามกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว ส่วนในกรณีที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะเป็นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสตามความเหมาะสม
  • การรักษาตามอาการ: การให้ยาลดไข้แก้ปวด การพ่นยาขยายหลอดลมในผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมตีบตัน การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำหรือไม่สามารถรับประทานอาหารได้
  • การพยาบาลและการดูแลที่บ้าน: ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยละลายเสมหะ จัดท่านอนให้หายใจสะดวก รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและมีสารอาหารครบถ้วน และหมั่นสังเกตสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด

ราคาและความคุ้มค่าของการฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ

คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับบริการฉีดวัคซีนคือเรื่องของราคาและความคุ้มค่า วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ ไม่ว่าจะเป็น PCV13, PCV15 หรือ PPSV23 จัดเป็นวัคซีนเสริมที่มีค่าใช้จ่าย โดยราคาของวัคซีน PCV จะอยู่ที่ประมาณสองพันถึงสี่พันบาทต่อเข็ม ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและสถานพยาบาล ส่วนวัคซีน PPSV23 จะมีราคาประมาณหนึ่งพันห้าร้อยบาทถึงสองพันบาทต่อเข็ม

เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนกับการเข้ารับการรักษาโรคปอดอักเสบที่ต้องนอนโรงพยาบาล (Inpatient Admission) ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนบาทในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การลงทุนกับการฉีดวัคซีนจึงมีความคุ้มค่าอย่างยิ่งในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และที่สำคัญที่สุดคือความคุ้มค่าต่อสุขภาพชีวิตที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุในครอบครัว

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการป้องกันโรคปอดอักเสบ

เพื่อให้สามารถปกป้องคนที่คุณรักจากโรคปอดอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ปกครองและผู้ดูแลควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของเด็กเล็กและผู้สูงอายุในบ้านให้ครบถ้วนตามกำหนด
  • ปรึกษากุมารแพทย์หรืออายุรแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีน PCV และ PPSV ตามช่วงอายุและโรคประจำตัว
  • ส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ
  • ดูแลโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด และรีบนำผู้ป่วยพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย Red Flags
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down