ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

พยาธิสรีรวิทยา การประเมินความเสี่ยง และการวินิจฉัยแยกโรคของอาการคลื่นไส้อาเจียนในสตรีตั้งครรภ์

อาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ (Nausea and Vomiting of Pregnancy: NVP) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าอาการแพ้ท้อง เป็นภาวะที่พบบ่อยและเป็นที่รู้จักกันมานานในสตรีตั้งครรภ์ โดยส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและหายไปได้เอง แต่ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะอาเจียนรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์ (Hyperemesis Gravidarum) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพกายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การทำความเข้าใจพยาธิสรีรวิทยา ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการวินิจฉัยแยกโรคอย่างถ่องแท้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที

1. นิยามและพยาธิสรีรวิทยาของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ (NVP)

NVP หมายถึงภาวะคลื่นไส้และ/หรืออาเจียนที่เริ่มขึ้นหรือรุนแรงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก (ก่อนสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์) โดยไม่มีสาเหตุอื่นที่ชัดเจน โดยอาการคลื่นไส้อาเจียนสามารถแบ่งความรุนแรงได้หลายระดับ ตั้งแต่คลื่นไส้เล็กน้อย อาเจียนไม่บ่อย ไปจนถึงภาวะ Hyperemesis Gravidarum ซึ่งเป็น NVP ที่รุนแรงจนส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำ อิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล และน้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์

พยาธิสรีรวิทยาของ NVP มีความซับซ้อนและยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และกลไกทางระบบประสาทและภูมิคุ้มกันวิทยา

2. บทบาทของฮอร์โมน การทำงานที่เปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร และกลไกทางภูมิคุ้มกันวิทยาที่เกี่ยวข้อง

2.1. บทบาทของฮอร์โมน

  • ฮอร์โมน human Chorionic Gonadotropin (hCG): เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญที่สุด เชื่อว่าระดับ hCG ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงในช่วงต้นของการตั้งครรภ์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความรุนแรงของ NVP โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีระดับ hCG สูงผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์แฝด หรือครรภ์ไข่ปลาอุก ฮอร์โมน hCG อาจออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นตัวรับฮอร์โมน Thyroid-stimulating hormone (TSH) ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกัน หรือมีผลโดยตรงต่อ Chemoreceptor Trigger Zone (CTZ) ในสมองส่วนก้านสมอง
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen): ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ก็เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอาจเพิ่มความไวของ CTZ ต่อสารกระตุ้นการอาเจียน หรือมีผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหารโดยตรง
  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นมีผลให้กล้ามเนื้อเรียบของทางเดินอาหารคลายตัว นำไปสู่การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ที่ช้าลง (delayed gastric emptying) ซึ่งอาจส่งเสริมอาการคลื่นไส้อาเจียน

2.2. การทำงานที่เปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร

  • การเคลื่อนที่ของกระเพาะอาหารและลำไส้ (Gastrointestinal Motility): ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง (gastric dysrhythmias) และการลดลงของการเคลื่อนที่ของลำไส้เล็กที่เกิดจากผลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้เกิดการค้างของอาหารในกระเพาะอาหารนานขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่อาการคลื่นไส้และอาเจียนได้
  • กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux): การคลายตัวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower Esophageal Sphincter: LES) จากอิทธิพลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ร่วมกับการเพิ่มขึ้นของความดันในช่องท้องจากการขยายตัวของมดลูก อาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น

2.3. กลไกทางภูมิคุ้มกันวิทยาและปัจจัยอื่นๆ

  • ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System): มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของสารอักเสบ (cytokines) เช่น TNF-alpha และ IL-6 ที่อาจเกี่ยวข้องกับ NVP อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ยังคงต้องการการศึกษาเพิ่มเติม
  • การติดเชื้อ Helicobacter pylori: แม้จะยังเป็นที่ถกเถียง แต่บางการศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างการติดเชื้อ H. pylori กับความรุนแรงของ NVP โดยเฉพาะ Hyperemesis Gravidarum
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: มีหลักฐานบ่งชี้ว่าพันธุกรรมอาจมีส่วนในการเกิด NVP เนื่องจากพบว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นในสตรีที่มีมารดาหรือพี่น้องเคยมีภาวะดังกล่าว

3. อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยาในการเกิดภาวะแพ้ท้อง

NVP เป็นภาวะที่พบบ่อยมาก โดยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 50-80 ของสตรีตั้งครรภ์ทั้งหมดที่ประสบอาการคลื่นไส้ และประมาณร้อยละ 50 ที่มีอาการอาเจียนร่วมด้วย ในขณะที่ภาวะ Hyperemesis Gravidarum ซึ่งเป็นอาการที่รุนแรงกว่า มีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 0.3-3

ปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ NVP ได้แก่:

  • การตั้งครรภ์แฝดหรือครรภ์ไข่ปลาอุก: เนื่องจากมีระดับ hCG สูงกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว
  • การตั้งครรภ์แรก: สตรีที่ตั้งครรภ์ครั้งแรกมีแนวโน้มที่จะมี NVP มากกว่า
  • ประวัติ NVP ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน: เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับการเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป
  • ประวัติครอบครัว: มารดาหรือพี่สาวน้องสาวมีประวัติ NVP
  • ภาวะอ้วน (Obesity): อาจเพิ่มความเสี่ยงในบางการศึกษา
  • ประวัติไมเกรนหรือเมารถ: บ่งชี้ถึงระบบ vestibular ที่ไวต่อการกระตุ้น
  • การตั้งครรภ์ทารกเพศหญิง: บางการศึกษาพบความสัมพันธ์ แต่ยังไม่ชัดเจน
  • ความเครียดและปัจจัยทางจิตสังคม: อาจมีส่วนกระตุ้นหรือทำให้อาการรุนแรงขึ้น

4. แนวทางการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อจำแนกอาการแพ้ท้องออกจากภาวะเจ็บป่วยทางอายุรกรรมและศัลยกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

แม้ว่า NVP เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการคลื่นไส้อาเจียนในสตรีตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก แต่สิ่งสำคัญคือต้องวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะทางการแพทย์หรือศัลยกรรมอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนและการรักษาที่ล่าช้า ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ การประเมินผู้ป่วยควรครอบคลุมประวัติโดยละเอียด การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม

"การวินิจฉัยแยกโรคที่แม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก NVP เป็นการวินิจฉัยจากการตัดสาเหตุอื่นๆ ออกไป (diagnosis of exclusion) ในขณะที่ภาวะอาเจียนรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์ (Hyperemesis Gravidarum) เป็นการวินิจฉัยทางคลินิกเมื่อมีเกณฑ์ครบถ้วน"

ภาวะที่ควรพิจารณาในการวินิจฉัยแยกโรค ได้แก่:

  • ภาวะทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Causes):
    • กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ (Gastroenteritis): มักมีอาการท้องเสีย ปวดท้องร่วมด้วย
    • แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น (Peptic Ulcer Disease): มักมีอาการปวดท้องส่วนบนสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร
    • ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis) / นิ่วในถุงน้ำดี (Cholelithiasis): ปวดท้องใต้ชายโครงขวา อาจมีไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง
    • ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis): ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่ร้าวไปด้านหลัง
    • ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis): ปวดท้องรอบสะดือย้ายมาปวดท้องขวาล่าง อาจมีไข้
    • ลำไส้อุดตัน (Bowel Obstruction): ปวดท้องบิดเป็นพักๆ ท้องอืด ไม่ถ่าย ไม่ผายลม
    • อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning): มักมีประวัติรับประทานอาหารร่วมกันหลายคนและมีอาการพร้อมกัน
  • ภาวะทางเดินปัสสาวะ (Genitourinary Causes):
    • กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis): มีไข้ หนาวสั่น ปวดเอว ปัสสาวะแสบขัด
    • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ (Nephrolithiasis): ปวดบั้นเอวร้าวลงขาหนีบ ปัสสาวะเป็นเลือด
  • ภาวะทางระบบประสาท (Neurological Causes):
    • ไมเกรน (Migraine): ปวดศีรษะรุนแรงเป็นข้างเดียว มีออร่า คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
    • ความดันในกะโหลกศีรษะสูง (Increased Intracranial Pressure): อาจเกิดจากเนื้องอกในสมอง หรือภาวะ pseudotumor cerebri มีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง
    • ความผิดปกติของระบบ Vestibular (Vestibular Disorders): เช่น เวียนศีรษะบ้านหมุน (vertigo)
  • ภาวะทางเมตาบอลิซึมและต่อมไร้ท่อ (Metabolic and Endocrine Causes):
    • ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism): ใจสั่น น้ำหนักลด เหงื่อออกมาก ตาโปน
    • เบาหวานชนิดมีภาวะคีโตนในเลือดสูง (Diabetic Ketoacidosis): ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีเบาหวาน มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน กระหายน้ำ หายใจหอบลึก
    • ภาวะแอดรีนัลฮอร์โมนไม่เพียงพอ (Adrenal Insufficiency): อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ
  • ภาวะติดเชื้อ (Infectious Causes):
    • ตับอักเสบ (Hepatitis): อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ตัวเหลืองตาเหลือง
    • การติดเชื้อระบบอื่นๆ: เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ที่อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • ยาและการใช้สารเสพติด (Medication and Substance Use):
    • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
    • การใช้สารเสพติดผิดกฎหมาย
  • ภาวะเฉพาะทางสูติกรรม (Obstetric-Specific Conditions - non-NVP):
    • ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) หรือ HELLP syndrome: มักเกิดในไตรมาสที่สองหรือสาม มีความดันโลหิตสูง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา (ใน HELLP)
    • ไขมันพอกตับเฉียบพลันขณะตั้งครรภ์ (Acute Fatty Liver of Pregnancy: AFLP): มักเกิดในไตรมาสที่สาม มีอาการคลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง ตัวเหลืองตาเหลือง ตับวาย

ในการประเมินเบื้องต้น แพทย์จะพิจารณาจากลักษณะอาการ ประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ การตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณอันตราย (red flag signs) เช่น ไข้ ปวดท้องรุนแรง กดเจ็บเฉพาะที่ สัญญาณของการขาดน้ำที่รุนแรง การเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท หรือความผิดปกติของค่าชีวเคมีในเลือดและปัสสาวะ การตรวจเหล่านี้จะช่วยนำทางไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้องและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

สรุป

อาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและมีกลไกการเกิดที่ซับซ้อน โดยมีฮอร์โมนโดยเฉพาะ hCG เป็นปัจจัยสำคัญ การระบุปัจจัยเสี่ยงและที่สำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะทางการแพทย์และศัลยกรรมอื่น ๆ เป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพยาธิสรีรวิทยาและการวินิจฉัยแยกโรคนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำและแผนการรักษาที่เหมาะสมแก่สตรีตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยและส่งเสริมผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ดีที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down