ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

พยาธิสรีรวิทยาและแนวทางการตรวจคัดกรองวินิจฉัยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus: GDM) เป็นความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตที่ตรวจพบครั้งแรกในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกพยาธิสรีรวิทยา ตลอดจนระบบการประเมินความเสี่ยง และขั้นตอนมาตรฐานในการตรวจคัดกรองรวมถึง การวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์สามารถให้การดูแลรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์

1. กลไกการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเนื่องจากการทำงานและฮอร์โมนที่หลั่งจากรก

การตั้งครรภ์เป็นสภาวะที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคเบาหวานโดยธรรมชาติ (Diabetogenic State) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่สองและสามของการตั้งครรภ์ ทั้งนี้เกิดจากกลไกพยาธิสรีรวิทยาหลักคือการมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนและสารเคมีต่างๆ ที่หลั่งมาจากรกเข้าสู่กระแสเลือดของมารดา ดังนี้:

  • Human Placental Lactogen (hPL) หรือ Human Chorionic Somatomammotropin (hCS): ฮอร์โมนนี้จะถูกหลั่งเพิ่มขึ้นตามขนาดของรกที่เติบโตขึ้น มีฤทธิ์สลายไขมัน (Lipolysis) เพื่อปล่อยกรดไขมันอิสระมาใช้เป็นพลังงานแทนกลูโคส ส่งผลลดการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมันของมารดา เพื่อสำรองกลูโคสไว้ให้ทารกในครรภ์
  • Progesterone และ Estrogen: ฮอร์โมนสำคัญที่พยุงการตั้งครรภ์นี้ มีฤทธิ์รบกวนการส่งสัญญาณของอินซูลินในระดับหลังตัวรับ (Post-receptor Insulin Signaling Pathway) ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดลง
  • Placental Growth Hormone (PGH): ทำหน้าที่ทดแทนฮอร์โมนการเจริญเติบโตของมารดา มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกลูโคสที่ตับ (Gluconeogenesis) และลดความไวต่ออินซูลินในระดับเนื้อเยื่อส่วนปลาย
  • Cortisol และ Tumor Necrosis Factor-alpha (TNF-alpha): สารและฮอร์โมนเหล่านี้มีระดับสูงขึ้นอย่างชัดเจนในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของปฏิกิริยาฟอสฟอรีเลชันของตัวรับอินซูลิน (Insulin Receptor Phosphorylation)

ในสตรีตั้งครรภ์ปกติ ตับอ่อนจะชดเชยภาวะดื้อต่ออินซูลินนี้โดยการเพิ่มจำนวนเซลล์เบต้า (Beta-cell Hyperplasia) และเพิ่มปริมาณการหลั่งอินซูลินขึ้นเป็น 2-3 เท่า แต่ในสตรีที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรมหรือมีปัจจัยเสี่ยงเดิม ตับอ่อนจะไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและนำไปสู่การเกิดโรคในที่สุด

2. การประเมินปัจจัยเสี่ยงและเกณฑ์ในการคัดกรองสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงสูง

การประเมินปัจจัยเสี่ยงของสตรีตั้งครรภ์ทุกคนตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งแรกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งควรได้รับการตรวจคัดกรองทันทีโดยไม่ต้องรอให้อายุครรภ์ถึงช่วงปกติ

สตรีตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรตรวจคัดกรองทันทีในการฝากครรภ์ครั้งแรก หากผลตรวจเป็นปกติ ให้ทำการตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ได้ 24 ถึง 28 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่รกมีขนาดใหญ่และหลั่งฮอร์โมนต้านอินซูลินออกมามากที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการคัดกรองทันที ได้แก่:

  • ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนก่อนการตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะดัชนีมวลกายหรือ BMI ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไปสำหรับประชากรเอเชีย)
  • มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในครรภ์ก่อนหน้า
  • ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ (Glycosuria) ตั้งแต่การตรวจครั้งแรก
  • มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง (บิดา มารดา หรือพี่น้อง) เป็นโรคเบาหวาน
  • มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 30-35 ปี ณ วันที่เริ่มตั้งครรภ์
  • เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่าหรือเท่ากับ 4,000 กรัม หรือเคยมีประวัติทารกเสียชีวิตในครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS) หรือมีภาวะความดันโลหิตสูง

3. มาตรฐานและขั้นตอนการตรวจคัดกรองด้วยวิธี Glucose Challenge Test (GCT)

ในการตรวจคัดกรองระบบสองขั้นตอน (Two-step Approach) วิธี Glucose Challenge Test ขนาด 50 กรัม (50-g GCT) ถือเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่มีความไวสูงในการคัดกรองเบื้องต้น โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้:

  • การเตรียมตัว: สตรีตั้งครรภ์ไม่ต้องงดอาหารและน้ำล่วงหน้าก่อนการตรวจ (Non-fasting) โดยสามารถตรวจในเวลาใดก็ได้ของวัน
  • ขั้นตอนการตรวจ: ให้ผู้รับการตรวจดื่มสารละลายกลูโคสปริมาณ 50 กรัม จากนั้นให้งดน้ำและอาหารเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และทำการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำเพื่อวัดระดับพลาสมากลูโคส (Venous Plasma Glucose)
  • เกณฑ์การแปลผล:
    • หากระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มกลูโคส 1 ชั่วโมง น้อยกว่า 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) (บางสถาบันอาจเลือกใช้ค่าตัดตัวเลขที่เข้มงวดกว่าคือ 135 mg/dL) ถือว่า ผลการตรวจคัดกรองเป็นปกติ
    • หากระดับน้ำตาลในเลือด มากกว่าหรือเท่ากับ 140 mg/dL ถือว่า ผลการตรวจคัดกรองผิดปกติ (Positive Screen) และต้องเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยยืนยันด้วยวิธี Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) ต่อไป

4. เกณฑ์การวินิจฉัยยืนยันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ด้วยวิธี Oral Glucose Tolerance Test (OGTT)

สำหรับการวินิจฉัยยืนยันผล จะใช้วิธีเจาะเลือดหลังจากดื่มสารละลายกลูโคสขณะอดอาหาร โดยแนวทางปฏิบัติในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 มาตรฐานหลักตามบริบทของแต่ละสถานพยาบาล:

แนวทางที่ 1: วิธีทดสอบด้วยกลูโคส 100 กรัม (100-g OGTT) - ระบบ Two-step Approach

กำหนดให้สตรีตั้งครรภ์ต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8 ถึง 14 ชั่วโมงก่อนตรวจ จากนั้นเจาะเลือดครั้งแรก (ขณะอดอาหาร) แล้วดื่มสารละลายกลูโคส 100 กรัม และทำการเจาะเลือดซ้ำที่เวลา 1, 2 และ 3 ชั่วโมงหลังดื่ม การให้ การวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะใช้เกณฑ์ของ Carpenter and Coustan โดยต้องมีค่าผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป ดังนี้:

  • ขณะอดอาหาร (Fasting): มากกว่าหรือเท่ากับ 95 mg/dL
  • หลังดื่มกลูโคส 1 ชั่วโมง: มากกว่าหรือเท่ากับ 180 mg/dL
  • หลังดื่มกลูโคส 2 ชั่วโมง: มากกว่าหรือเท่ากับ 155 mg/dL
  • หลังดื่มกลูโคส 3 ชั่วโมง: มากกว่าหรือเท่ากับ 140 mg/dL

แนวทางที่ 2: วิธีทดสอบด้วยกลูโคส 75 กรัม (75-g OGTT) - ระบบ One-step Approach

เป็นแนวทางที่แนะนำโดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (ADA) และสมาคมการศึกษาโรคเบาหวานและครรภ์นานาชาติ (IADPSG) ซึ่งตรวจคัดกรองและวินิจฉัยในขั้นตอนเดียวโดยไม่ต้องผ่าน GCT ก่อน โดยสตรีตั้งครรภ์ต้องอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลก่อนและหลังดื่มกลูโคส 75 กรัมที่เวลา 1 และ 2 ชั่วโมง หากตรวจพบความผิดปกติเพียง 1 ค่าขึ้นไป จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ทันที:

  • ขณะอดอาหาร (Fasting): มากกว่าหรือเท่ากับ 92 mg/dL
  • หลังดื่มกลูโคส 1 ชั่วโมง: มากกว่าหรือเท่ากับ 180 mg/dL
  • หลังดื่มกลูโคส 2 ชั่วโมง: มากกว่าหรือเท่ากับ 153 mg/dL

การเลือกใช้แนวทางการตรวจและเกณฑ์การวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถคัดกรองและให้การรักษาจำเพาะได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ว ตลอดจนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของมารดาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งมารดาและทารกในครรภ์

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down