ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อาการทางเดินอาหารอักเสบเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis) ในเด็ก ซึ่งมักแสดงออกด้วยอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และอาเจียน เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเล็กต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เนื่องจากร่างกายของเด็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กวัยหัดเดิน มีสัดส่วนของน้ำเป็นองค์ประกอบสูงกว่าผู้ใหญ่ ส่งผลให้การสูญเสียน้ำและเกลือแร่เพียงเล็กน้อยสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration) ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ (Hypovolemic Shock) และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางเดินอาหารอักเสบในเด็ก

อาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และอาเจียนในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจำแนกออกเป็นสาเหตุหลักได้ดังนี้

1. การติดเชื้อไวรัส (Viral Gastroenteritis)

เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

  • โรตาไวรัส (Rotavirus): มักก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก มีไข้สูง อาเจียนอย่างรุนแรง ตามด้วยการถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก มักระบาดในช่วงฤดูหนาว
  • โนโรไวรัส (Norovirus): ติดต่อง่ายและรวดเร็วมากผ่านทางอาหาร น้ำดื่ม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน ก่อให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรงเป็นอาการเด่น ร่วมกับอาการถ่ายเหลวและมีไข้ต่ำ
  • อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และ แอสโทรไวรัส (Astrovirus): ก่อให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังได้นานกว่าไวรัสชนิดอื่น

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Gastroenteritis)

มักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella), เชื้อชิเกลลา (Shigella), เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) หรือเชื้ออีโคไล (Escherichia coli) ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะเข้าไปทำลายระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดอาการอักเสบ มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด และมีอาการปวดท้องเกร็งอย่างรุนแรง

3. กลไกการเกิดอาการท้องเสียและอาเจียน (Pathophysiology)

เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทาน (Fecal-oral route) เชื้อจะเข้าไปแบ่งตัวและทำลายเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ส่งผลให้ความสามารถในการดูดซึมน้ำ สารอาหาร และเกลือแร่ลดลง (Osmotic Diarrhea) ในขณะเดียวกัน เซลล์เยื่อบุลำไส้ที่อักเสบจะหลั่งสารน้ำและเกลือแร่ออกมาสู่โพรงลำไส้มากกว่าปกติ (Secretory Diarrhea) นอกจากนี้ การอักเสบยังกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการบีบตัวย้อนกลับของกระเพาะอาหารจนเกิดการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การสูญเสียน้ำจากการอาเจียนร่วมกับการถ่ายเหลว จะทำให้อัตราการขาดน้ำเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พ่อแม่จึงต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและไม่ควรละเลยแม้จะเป็นการอาเจียนเพียงไม่กี่ครั้ง

วิธีตรวจเช็กระยะและอาการขาดน้ำในเด็ก

การประเมินระดับความรุนแรงของการขาดน้ำ (Dehydration Assessment) เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการรักษา โดยทางการแพทย์จะแบ่งระดับการขาดน้ำออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. ภาวะขาดน้ำระยะเริ่มต้นหรือระดับเล็กน้อย (Mild Dehydration)

เด็กสูญเสียน้ำประมาณร้อยละ 3 ถึง 5 ของน้ำหนักตัว อาการแสดงภายนอกยังไม่เด่นชัด เด็กยังคงมีสติสัมปชัญญะดี ร่าเริง หรืออาจมีอาการกระหายน้ำเล็กน้อย ปากและริมฝีปากแห้งเพียงเล็กน้อย น้ำตายังไหลปกติขณะร้องไห้ และปัสสาวะยังออกในปริมาณปกติหรือลดลงเพียงเล็กน้อย

2. ภาวะขาดน้ำระดับปานกลาง (Moderate Dehydration)

เด็กสูญเสียน้ำประมาณร้อยละ 6 ถึง 9 ของน้ำหนักตัว เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายได้ชัดเจน เด็กจะมีอาการกระสับกระส่าย งอแง ชีพจรเต้นเร็วขึ้น อัตราการหายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย เบ้าตาเริ่มลึก ริมฝีปากและช่องปากแห้งผาก ร้องไห้ไม่มีน้ำตาหรือน้ำตาไหลน้อยลง ความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลง (Skin turgor test) เมื่อดึงผิวหนังที่หน้าท้องแล้วปล่อย ผิวหนังจะกลับคืนสภาพเดิมช้ากว่าปกติ ปัสสาวะสีเข้มและมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด

3. ภาวะขาดน้ำรุนแรงและช็อก (Severe Dehydration & Hypovolemic Shock)

เด็กสูญเสียน้ำมากกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลในทันที เด็กจะมีอาการซึมมาก นอนนิ่ง ไม่ตอบสนอง หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง มือเท้าเย็นและเขียวคล้ำ ตัวลาย (Mottling) อัตราการเต้นของหัวใจเร็วมากและเบา เบ้าตาบุ๋มลึกมาก กระหม่อมหน้าบุ๋มอย่างเห็นได้ชัดในทารก ช่องปากแห้งสนิท ไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง และความยืดหยุ่นของผิวหนังเสียไปอย่างรุนแรง (Skin pinch เด้งกลับช้ากว่า 2 วินาที)

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที

หากเด็กมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ดูแลต้องรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน:

  • เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก นอนนิ่ง ไม่ยอมเล่น หรือไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น
  • มีอาการชัก หรือไข้สูงลอยเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียสที่ไม่ยอมลดลงหลังทานยาลดไข้
  • อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถพยุงน้ำดื่มหรือเกลือแร่ให้อยู่ในกระเพาะได้เลย แม้จะให้ในปริมาณน้อย
  • หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือดสด หรืออุจจาระมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงคล้ายกุ้งเน่า
  • ไม่มีปัสสาวะออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง หรือผ้าอ้อมแห้งสนิทไม่มีรอยปัสสาวะ
  • ปากแห้งสนิท เบ้าตาลึกโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • ผิวหนังเหี่ยวย่น เมื่อหยิกผิวหนังขึ้นมาแล้วปล่อย ผิวหนังคงรูปไม่ยอมคืนตัวทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุและประเมินความรุนแรงของโรคผ่านกระบวนการดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: เพื่อประเมินระยะเวลา ปริมาณ และลักษณะของอุจจาระและอาเจียน ประวัติการรับประทานอาหาร ยาที่ได้รับ และปริมาณปัสสาวะล่าสุด
  • การตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ: ประเมินสัญญาณชีพ (Vital signs) ได้แก่ ชีพจร ความดันโลหิต อัตราการหายใจ และอุณหภูมิร่างกาย ประเมินภาวะขาดน้ำ และการตรวจหน้าท้องเพื่อแยกโรคเฉียบพลันอื่นๆ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้กลืนกัน (Intussusception)
  • การตรวจวิเคราะห์อุจจาระ (Stool Examination & Culture): เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือไข่พยาธิ และการส่งเพาะเชื้อแบคทีเรียเพื่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างตรงจุด
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Test): สำหรับตรวจหาเชื้อโรตาไวรัส อะดีโนไวรัส หรือโนโรไวรัสจากสิ่งส่งตรวจทางอุจจาระ
  • การตรวจเลือด (Blood Tests): ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะเจาะเลือดตรวจหาความเข้มข้นของเลือด (Complete Blood Count) ค่าการทำงานของไต (BUN & Creatinine) และระดับเกลือแร่ในกระแสเลือด (Serum Electrolytes) เพื่อแก้ไขภาวะเกลือแร่ผิดปกติได้อย่างแม่นยำ

คู่มือและขั้นตอนการให้น้ำเกลือแร่ ORS ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การทดแทนน้ำและเกลือแร่ด้วยการดื่มสารละลายเกลือแร่ชนิดรับประทาน (Oral Rehydration Therapy หรือ ORT) เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาอาการท้องเสียและอาเจียนในเด็กที่ไม่รุนแรง การเข้าใจวิธีการเตรียมและการป้อนที่ถูกต้องจะช่วยลดอัตราการต้องเข้ารับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทำความเข้าใจความแตกต่างของเกลือแร่: เกลือแร่สำหรับเด็กท้องเสีย (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) เป็นสารละลายที่มีสัดส่วนของกลูโคสและโซเดียมที่สมดุล เพื่อช่วยให้ลำไส้ดูดซึมน้ำได้ดีที่สุด แตกต่างจากเกลือแร่สำหรับผู้เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Sports Drinks) ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลสูงและโซเดียมต่ำ หากนำมาให้เด็กท้องเสียดื่มจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้และทำให้ท้องเสียรุนแรงขึ้น

ขั้นตอนการผสมเกลือแร่ ORS ที่ถูกต้อง

  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ก่อนเตรียมสารละลายทุกครั้ง
  2. ใช้ผงเกลือแร่ ORS 1 ซอง ผสมกับน้ำดื่มที่สะอาดหรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วตามปริมาตรที่ระบุไว้บนฉลากข้างซองอย่างเคร่งครัด (เช่น 120 มิลลิลิตร หรือ 250 มิลลิลิตร) ห้ามกะปริมาณน้ำด้วยสายตา
  3. คนจนผงเกลือแร่ละลายหมดอย่างสมบูรณ์
  4. ห้ามนำผงเกลือแร่ไปผสมกับนม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรือซุปเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความเข้มข้น (Osmolarity) ผิดไปจากสูตรทางการแพทย์ที่ออกแบบมา
  5. สารละลาย ORS ที่ผสมแล้ว หากตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจะมีอายุการใช้งาน 24 ชั่วโมง หากเหลือให้เททิ้งและผสมใหม่วันต่อวัน

วิธีการป้อนเกลือแร่ ORS ให้เด็กอย่างถูกวิธี

ปัญหาที่พบบ่อยคือ พ่อแม่มักให้เด็กดื่มเกลือแร่ปริมาณมากในครั้งเดียว ซึ่งกระเพาะอาหารที่กำลังอักเสบจะไม่สามารถรองรับปริมาตรน้ำจำนวนมากได้ ส่งผลให้เด็กอาเจียนออกมาทั้งหมด วิธีการป้อนที่ถูกต้องมีดังนี้

  • ใช้ช้อนป้อนหรือใช้ไซริงค์ (Syringe): ให้ใช้ช้อนชาขนาดเล็กหรือไซริงค์ยา ค่อยๆ หยอดป้อนน้ำเกลือแร่ทีละน้อย ประมาณ 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร) ทุกๆ 1 ถึง 2 นาที
  • ป้อนอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ: การป้อนทีละน้อยแต่ถี่ จะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมน้ำเกลือแร่ผ่านผนังลำไส้ได้ดีขึ้นโดยไม่ไปกระตุ้นอาการอาเจียน
  • กรณีที่เด็กอาเจียนระหว่างการป้อน: ให้หยุดป้อนทันที พักให้กระเพาะอาหารได้พักตัวประมาณ 10 ถึง 15 นาที จากนั้นจึงเริ่มป้อนเกลือแร่ ORS ใหม่อีกครั้งด้วยอัตราที่ช้าลงกว่าเดิม (เช่น ทุกๆ 5 นาที)

การคำนวณปริมาณเกลือแร่ ORS ที่เด็กควรได้รับ

ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมกุมารแพทย์ ปริมาณเกลือแร่ที่ควรทดแทนแบ่งตามระดับอาการและน้ำหนักตัวดังนี้

  • การทดแทนการขาดน้ำเบื้องต้น (Rehydration Phase): ในช่วง 4 ชั่วโมงแรก ให้คำนวณปริมาณเกลือแร่ ORS ประมาณ 50 ถึง 100 มิลลิลิตร ต่อ น้ำหนักตัวของเด็ก 1 กิโลกรัม แล้วแบ่งป้อนทีละน้อยตลอดระยะเวลา 4 ชั่วโมง
  • การคงสภาพระดับน้ำในร่างกาย (Maintenance Phase): หลังจากระยะแรกหรือเมื่ออาการดีขึ้น ให้ประเมินการสูญเสียน้ำและทดแทนดังนี้
    • ทุกครั้งที่เด็กถ่ายเหลว ให้ดื่ม ORS เพิ่มเติมอีก 10 มิลลิลิตร ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
    • ทุกครั้งที่เด็กมีอาการอาเจียน ให้ดื่ม ORS เพิ่มเติมอีก 2 มิลลิลิตร ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

วิธีดูแลและประคับประคองอาการที่บ้าน

นอกจากการให้เกลือแร่ ORS แล้ว การดูแลด้านโภชนาการและการลดไข้อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายของเด็กฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

1. โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กท้องเสีย

ในอดีตมีความเชื่อว่าต้องให้เด็กงดอาหาร (Fasting) แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์แนะนำให้อาหารแก่เด็กโดยเร็วที่สุดหลังจากอาการอาเจียนเริ่มทุเลาลง เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารและช่วยให้เยื่อบุลำไส้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

  • เด็กที่กินนมแม่: ให้กินนมแม่ต่อไปได้ตามปกติ และอาจเพิ่มความถี่ในการให้กินนมแม่ได้ เนื่องจากนมแม่มียับยั้งเชื้อโรคและมีสารอาหารที่ย่อยง่าย
  • เด็กที่กินนมผสม: ให้กินนมผสมตามปกติในปริมาณที่น้อยลงแต่บ่อยครั้งขึ้น ไม่แนะนำให้ผสมนมให้เจือจางลง เว้นแต่แพทย์จะสั่ง เนื่องจากจะทำให้เด็กได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
  • เด็กที่เริ่มทานอาหารเสริมแล้ว: แนะนำให้ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสจืด เช่น โจ๊กข้าวกล้องต้มจืด ข้าวต้มปลา หรือกล้วยน้ำว้าบด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลปริมาณมาก

2. วิธีเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกต้อง (Tepid Sponge)

หากเด็กมีไข้สูงร่วมด้วย การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ได้ดีที่สุด

  1. ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติในการเช็ดตัว ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกายมากขึ้น
  2. ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของขนเพื่อเปิดรูขุมขนระบายความร้อน
  3. เน้นการประคบผ้าบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ทั้งสองข้าง และบริเวณซอกคอ
  4. เปลี่ยนผ้าชุบน้ำบ่อยๆ เมื่อรู้สึกว่าผ้าเริ่มร้อน และทำการเช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การรักษาอาการท้องเสียในเด็กเล็กมีความละเอียดอ่อนและแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง พ่อแม่และผู้ดูแลต้องระมัดระวังประเด็นดังต่อไปนี้

1. ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาแก้ท้องเสียให้เด็กทานเอง

ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาโลเพอราไมด์ (Loperamide) ห้ามใช้ในเด็กเล็กโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาจะทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว ส่งผลให้เชื้อโรคและสารพิษจากแบคทีเรียถูกกักเก็บไว้ในลำไส้ ไม่สามารถขับออกมาได้ตามธรรมชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะลำไส้โป่งพอง สารพิษเข้าสู่กระแสเลือด และภาวะลำไส้อุดตันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

2. ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อโดยไม่ได้รับคำสั่งแพทย์

เนื่องจากอาการท้องเสียส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไร้เหตุผลจะไปทำลายเชื้อแบคทีเรียฝ่ายดีที่เป็นจุลชีพประจำถิ่นในลำไส้ (Normal Flora) ส่งผลให้อาการท้องเสียแย่ลงและยืดเยื้อ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียในอนาคต

3. ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดในเด็ก ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็กเสมอ โดยมีเกณฑ์ดังนี้

  • ขนาดยาที่เหมาะสม: ปริมาณ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
  • ความถี่ในการให้ยา: ให้ยาทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการไข้ และห้ามให้ยาเกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ
  • หลีกเลี่ยงยากลุ่ม NSAIDs: เช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในรายที่มีอาการขาดน้ำรุนแรงหรือยังไม่สามารถแยกโรคไข้เลือดออกได้ เนื่องจากยาอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารสามารถทำได้ผ่านการส่งเสริมสุขอนามัยและการรับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วน

1. การฉีดและหยอดวัคซีนป้องกันโรค

  • วัคซีนโรตาไวรัส (Rotavirus Vaccine): เป็นวัคซีนชนิดหยอดเข้าทางปากที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันอาการท้องเสียรุนแรงจากเชื้อโรตาไวรัส แนะนำให้หยอดกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 เดือน และ 4 เดือน (หรือเพิ่มที่อายุ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน) โดยต้องเสร็จสิ้นการหยอดก่อนเด็กอายุ 8 เดือน

2. สุขอนามัยในครัวเรือนและการดูแลโภชนาการ

  • ส่งเสริมการล้างมือ: สอนให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน โดยเฉพาะก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม
  • หลักการความปลอดภัยของอาหาร: ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ อาหารที่เตรียมไว้เกิน 2 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้องต้องนำมาอุ่นให้เดือดก่อนรับประทานเสมอ
  • การทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อม: หมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็กและพื้นผิวที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เนื่องจากเชื้อไวรัสบางชนิดสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวสิ่งของได้นานหลายวัน

กล่องสรุปคำแนะนำด่วนสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกท้องเสียและอาเจียน

ขั้นตอนปฏิบัติการปฐมพยาบาลทันทีเมื่อลูกเริ่มถ่ายเหลวหรืออาเจียน:
  • ประเมินสติสัมปชัญญะ: สังเกตว่าลูกยังร่าเริงดีหรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่
  • เริ่มให้เกลือแร่ ORS ทันที: ผสมเกลือแร่ 1 ซองต่อน้ำต้มสุกตามสัดส่วน ใช้ไซริงค์หรือช้อนชาค่อยๆ ป้อนทีละน้อย ทุกๆ 1 ถึง 2 นาที
  • จดบันทึกอาการ: บันทึกจำนวนครั้งที่ถ่าย ลักษณะของอุจจาระ จำนวนครั้งที่อาเจียน และเวลาปัสสาวะล่าสุดของลูกเพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์
  • ดูแลเรื่องอาหาร: ให้ทานอาหารอ่อนรสจืดปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ห้ามงดอาหารยาวนาน
  • เฝ้าระวัง Red Flags: หากมีอาการไข้สูงลอย ซึม ปากแห้งสนิท หรือไม่ปัสสาวะเกิน 6 ชั่วโมง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down