อาการทางเดินอาหารอักเสบเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis) ในเด็ก ซึ่งมักแสดงออกด้วยอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และอาเจียน เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเล็กต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เนื่องจากร่างกายของเด็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กวัยหัดเดิน มีสัดส่วนของน้ำเป็นองค์ประกอบสูงกว่าผู้ใหญ่ ส่งผลให้การสูญเสียน้ำและเกลือแร่เพียงเล็กน้อยสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration) ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ (Hypovolemic Shock) และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางเดินอาหารอักเสบในเด็ก
อาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และอาเจียนในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจำแนกออกเป็นสาเหตุหลักได้ดังนี้
1. การติดเชื้อไวรัส (Viral Gastroenteritis)
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
- โรตาไวรัส (Rotavirus): มักก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก มีไข้สูง อาเจียนอย่างรุนแรง ตามด้วยการถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก มักระบาดในช่วงฤดูหนาว
- โนโรไวรัส (Norovirus): ติดต่อง่ายและรวดเร็วมากผ่านทางอาหาร น้ำดื่ม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน ก่อให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรงเป็นอาการเด่น ร่วมกับอาการถ่ายเหลวและมีไข้ต่ำ
- อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และ แอสโทรไวรัส (Astrovirus): ก่อให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังได้นานกว่าไวรัสชนิดอื่น
2. การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Gastroenteritis)
มักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella), เชื้อชิเกลลา (Shigella), เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) หรือเชื้ออีโคไล (Escherichia coli) ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะเข้าไปทำลายระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดอาการอักเสบ มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด และมีอาการปวดท้องเกร็งอย่างรุนแรง
3. กลไกการเกิดอาการท้องเสียและอาเจียน (Pathophysiology)
เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทาน (Fecal-oral route) เชื้อจะเข้าไปแบ่งตัวและทำลายเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ส่งผลให้ความสามารถในการดูดซึมน้ำ สารอาหาร และเกลือแร่ลดลง (Osmotic Diarrhea) ในขณะเดียวกัน เซลล์เยื่อบุลำไส้ที่อักเสบจะหลั่งสารน้ำและเกลือแร่ออกมาสู่โพรงลำไส้มากกว่าปกติ (Secretory Diarrhea) นอกจากนี้ การอักเสบยังกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการบีบตัวย้อนกลับของกระเพาะอาหารจนเกิดการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง
วิธีตรวจเช็กระยะและอาการขาดน้ำในเด็ก
การประเมินระดับความรุนแรงของการขาดน้ำ (Dehydration Assessment) เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการรักษา โดยทางการแพทย์จะแบ่งระดับการขาดน้ำออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. ภาวะขาดน้ำระยะเริ่มต้นหรือระดับเล็กน้อย (Mild Dehydration)
เด็กสูญเสียน้ำประมาณร้อยละ 3 ถึง 5 ของน้ำหนักตัว อาการแสดงภายนอกยังไม่เด่นชัด เด็กยังคงมีสติสัมปชัญญะดี ร่าเริง หรืออาจมีอาการกระหายน้ำเล็กน้อย ปากและริมฝีปากแห้งเพียงเล็กน้อย น้ำตายังไหลปกติขณะร้องไห้ และปัสสาวะยังออกในปริมาณปกติหรือลดลงเพียงเล็กน้อย
2. ภาวะขาดน้ำระดับปานกลาง (Moderate Dehydration)
เด็กสูญเสียน้ำประมาณร้อยละ 6 ถึง 9 ของน้ำหนักตัว เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายได้ชัดเจน เด็กจะมีอาการกระสับกระส่าย งอแง ชีพจรเต้นเร็วขึ้น อัตราการหายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย เบ้าตาเริ่มลึก ริมฝีปากและช่องปากแห้งผาก ร้องไห้ไม่มีน้ำตาหรือน้ำตาไหลน้อยลง ความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลง (Skin turgor test) เมื่อดึงผิวหนังที่หน้าท้องแล้วปล่อย ผิวหนังจะกลับคืนสภาพเดิมช้ากว่าปกติ ปัสสาวะสีเข้มและมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด
3. ภาวะขาดน้ำรุนแรงและช็อก (Severe Dehydration & Hypovolemic Shock)
เด็กสูญเสียน้ำมากกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลในทันที เด็กจะมีอาการซึมมาก นอนนิ่ง ไม่ตอบสนอง หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง มือเท้าเย็นและเขียวคล้ำ ตัวลาย (Mottling) อัตราการเต้นของหัวใจเร็วมากและเบา เบ้าตาบุ๋มลึกมาก กระหม่อมหน้าบุ๋มอย่างเห็นได้ชัดในทารก ช่องปากแห้งสนิท ไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง และความยืดหยุ่นของผิวหนังเสียไปอย่างรุนแรง (Skin pinch เด้งกลับช้ากว่า 2 วินาที)
สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที
หากเด็กมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ดูแลต้องรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน:
- เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก นอนนิ่ง ไม่ยอมเล่น หรือไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น
- มีอาการชัก หรือไข้สูงลอยเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียสที่ไม่ยอมลดลงหลังทานยาลดไข้
- อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถพยุงน้ำดื่มหรือเกลือแร่ให้อยู่ในกระเพาะได้เลย แม้จะให้ในปริมาณน้อย
- หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
- ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือดสด หรืออุจจาระมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงคล้ายกุ้งเน่า
- ไม่มีปัสสาวะออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง หรือผ้าอ้อมแห้งสนิทไม่มีรอยปัสสาวะ
- ปากแห้งสนิท เบ้าตาลึกโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
- ผิวหนังเหี่ยวย่น เมื่อหยิกผิวหนังขึ้นมาแล้วปล่อย ผิวหนังคงรูปไม่ยอมคืนตัวทันที
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุและประเมินความรุนแรงของโรคผ่านกระบวนการดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด: เพื่อประเมินระยะเวลา ปริมาณ และลักษณะของอุจจาระและอาเจียน ประวัติการรับประทานอาหาร ยาที่ได้รับ และปริมาณปัสสาวะล่าสุด
- การตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ: ประเมินสัญญาณชีพ (Vital signs) ได้แก่ ชีพจร ความดันโลหิต อัตราการหายใจ และอุณหภูมิร่างกาย ประเมินภาวะขาดน้ำ และการตรวจหน้าท้องเพื่อแยกโรคเฉียบพลันอื่นๆ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้กลืนกัน (Intussusception)
- การตรวจวิเคราะห์อุจจาระ (Stool Examination & Culture): เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือไข่พยาธิ และการส่งเพาะเชื้อแบคทีเรียเพื่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างตรงจุด
- การตรวจหาเชื้อไวรัสแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Test): สำหรับตรวจหาเชื้อโรตาไวรัส อะดีโนไวรัส หรือโนโรไวรัสจากสิ่งส่งตรวจทางอุจจาระ
- การตรวจเลือด (Blood Tests): ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะเจาะเลือดตรวจหาความเข้มข้นของเลือด (Complete Blood Count) ค่าการทำงานของไต (BUN & Creatinine) และระดับเกลือแร่ในกระแสเลือด (Serum Electrolytes) เพื่อแก้ไขภาวะเกลือแร่ผิดปกติได้อย่างแม่นยำ
คู่มือและขั้นตอนการให้น้ำเกลือแร่ ORS ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การทดแทนน้ำและเกลือแร่ด้วยการดื่มสารละลายเกลือแร่ชนิดรับประทาน (Oral Rehydration Therapy หรือ ORT) เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาอาการท้องเสียและอาเจียนในเด็กที่ไม่รุนแรง การเข้าใจวิธีการเตรียมและการป้อนที่ถูกต้องจะช่วยลดอัตราการต้องเข้ารับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขั้นตอนการผสมเกลือแร่ ORS ที่ถูกต้อง
- ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ก่อนเตรียมสารละลายทุกครั้ง
- ใช้ผงเกลือแร่ ORS 1 ซอง ผสมกับน้ำดื่มที่สะอาดหรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วตามปริมาตรที่ระบุไว้บนฉลากข้างซองอย่างเคร่งครัด (เช่น 120 มิลลิลิตร หรือ 250 มิลลิลิตร) ห้ามกะปริมาณน้ำด้วยสายตา
- คนจนผงเกลือแร่ละลายหมดอย่างสมบูรณ์
- ห้ามนำผงเกลือแร่ไปผสมกับนม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรือซุปเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความเข้มข้น (Osmolarity) ผิดไปจากสูตรทางการแพทย์ที่ออกแบบมา
- สารละลาย ORS ที่ผสมแล้ว หากตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจะมีอายุการใช้งาน 24 ชั่วโมง หากเหลือให้เททิ้งและผสมใหม่วันต่อวัน
วิธีการป้อนเกลือแร่ ORS ให้เด็กอย่างถูกวิธี
ปัญหาที่พบบ่อยคือ พ่อแม่มักให้เด็กดื่มเกลือแร่ปริมาณมากในครั้งเดียว ซึ่งกระเพาะอาหารที่กำลังอักเสบจะไม่สามารถรองรับปริมาตรน้ำจำนวนมากได้ ส่งผลให้เด็กอาเจียนออกมาทั้งหมด วิธีการป้อนที่ถูกต้องมีดังนี้
- ใช้ช้อนป้อนหรือใช้ไซริงค์ (Syringe): ให้ใช้ช้อนชาขนาดเล็กหรือไซริงค์ยา ค่อยๆ หยอดป้อนน้ำเกลือแร่ทีละน้อย ประมาณ 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร) ทุกๆ 1 ถึง 2 นาที
- ป้อนอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ: การป้อนทีละน้อยแต่ถี่ จะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมน้ำเกลือแร่ผ่านผนังลำไส้ได้ดีขึ้นโดยไม่ไปกระตุ้นอาการอาเจียน
- กรณีที่เด็กอาเจียนระหว่างการป้อน: ให้หยุดป้อนทันที พักให้กระเพาะอาหารได้พักตัวประมาณ 10 ถึง 15 นาที จากนั้นจึงเริ่มป้อนเกลือแร่ ORS ใหม่อีกครั้งด้วยอัตราที่ช้าลงกว่าเดิม (เช่น ทุกๆ 5 นาที)
การคำนวณปริมาณเกลือแร่ ORS ที่เด็กควรได้รับ
ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมกุมารแพทย์ ปริมาณเกลือแร่ที่ควรทดแทนแบ่งตามระดับอาการและน้ำหนักตัวดังนี้
- การทดแทนการขาดน้ำเบื้องต้น (Rehydration Phase): ในช่วง 4 ชั่วโมงแรก ให้คำนวณปริมาณเกลือแร่ ORS ประมาณ 50 ถึง 100 มิลลิลิตร ต่อ น้ำหนักตัวของเด็ก 1 กิโลกรัม แล้วแบ่งป้อนทีละน้อยตลอดระยะเวลา 4 ชั่วโมง
- การคงสภาพระดับน้ำในร่างกาย (Maintenance Phase): หลังจากระยะแรกหรือเมื่ออาการดีขึ้น ให้ประเมินการสูญเสียน้ำและทดแทนดังนี้
- ทุกครั้งที่เด็กถ่ายเหลว ให้ดื่ม ORS เพิ่มเติมอีก 10 มิลลิลิตร ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
- ทุกครั้งที่เด็กมีอาการอาเจียน ให้ดื่ม ORS เพิ่มเติมอีก 2 มิลลิลิตร ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
วิธีดูแลและประคับประคองอาการที่บ้าน
นอกจากการให้เกลือแร่ ORS แล้ว การดูแลด้านโภชนาการและการลดไข้อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายของเด็กฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
1. โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กท้องเสีย
ในอดีตมีความเชื่อว่าต้องให้เด็กงดอาหาร (Fasting) แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์แนะนำให้อาหารแก่เด็กโดยเร็วที่สุดหลังจากอาการอาเจียนเริ่มทุเลาลง เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารและช่วยให้เยื่อบุลำไส้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
- เด็กที่กินนมแม่: ให้กินนมแม่ต่อไปได้ตามปกติ และอาจเพิ่มความถี่ในการให้กินนมแม่ได้ เนื่องจากนมแม่มียับยั้งเชื้อโรคและมีสารอาหารที่ย่อยง่าย
- เด็กที่กินนมผสม: ให้กินนมผสมตามปกติในปริมาณที่น้อยลงแต่บ่อยครั้งขึ้น ไม่แนะนำให้ผสมนมให้เจือจางลง เว้นแต่แพทย์จะสั่ง เนื่องจากจะทำให้เด็กได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
- เด็กที่เริ่มทานอาหารเสริมแล้ว: แนะนำให้ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสจืด เช่น โจ๊กข้าวกล้องต้มจืด ข้าวต้มปลา หรือกล้วยน้ำว้าบด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลปริมาณมาก
2. วิธีเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกต้อง (Tepid Sponge)
หากเด็กมีไข้สูงร่วมด้วย การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ได้ดีที่สุด
- ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติในการเช็ดตัว ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกายมากขึ้น
- ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของขนเพื่อเปิดรูขุมขนระบายความร้อน
- เน้นการประคบผ้าบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ทั้งสองข้าง และบริเวณซอกคอ
- เปลี่ยนผ้าชุบน้ำบ่อยๆ เมื่อรู้สึกว่าผ้าเริ่มร้อน และทำการเช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
การรักษาอาการท้องเสียในเด็กเล็กมีความละเอียดอ่อนและแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง พ่อแม่และผู้ดูแลต้องระมัดระวังประเด็นดังต่อไปนี้
1. ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาแก้ท้องเสียให้เด็กทานเอง
ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาโลเพอราไมด์ (Loperamide) ห้ามใช้ในเด็กเล็กโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาจะทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว ส่งผลให้เชื้อโรคและสารพิษจากแบคทีเรียถูกกักเก็บไว้ในลำไส้ ไม่สามารถขับออกมาได้ตามธรรมชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะลำไส้โป่งพอง สารพิษเข้าสู่กระแสเลือด และภาวะลำไส้อุดตันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
2. ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อโดยไม่ได้รับคำสั่งแพทย์
เนื่องจากอาการท้องเสียส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไร้เหตุผลจะไปทำลายเชื้อแบคทีเรียฝ่ายดีที่เป็นจุลชีพประจำถิ่นในลำไส้ (Normal Flora) ส่งผลให้อาการท้องเสียแย่ลงและยืดเยื้อ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียในอนาคต
3. ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว
การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดในเด็ก ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็กเสมอ โดยมีเกณฑ์ดังนี้
- ขนาดยาที่เหมาะสม: ปริมาณ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
- ความถี่ในการให้ยา: ให้ยาทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการไข้ และห้ามให้ยาเกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ
- หลีกเลี่ยงยากลุ่ม NSAIDs: เช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในรายที่มีอาการขาดน้ำรุนแรงหรือยังไม่สามารถแยกโรคไข้เลือดออกได้ เนื่องจากยาอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารสามารถทำได้ผ่านการส่งเสริมสุขอนามัยและการรับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วน
1. การฉีดและหยอดวัคซีนป้องกันโรค
- วัคซีนโรตาไวรัส (Rotavirus Vaccine): เป็นวัคซีนชนิดหยอดเข้าทางปากที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันอาการท้องเสียรุนแรงจากเชื้อโรตาไวรัส แนะนำให้หยอดกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 เดือน และ 4 เดือน (หรือเพิ่มที่อายุ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน) โดยต้องเสร็จสิ้นการหยอดก่อนเด็กอายุ 8 เดือน
2. สุขอนามัยในครัวเรือนและการดูแลโภชนาการ
- ส่งเสริมการล้างมือ: สอนให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน โดยเฉพาะก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม
- หลักการความปลอดภัยของอาหาร: ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ อาหารที่เตรียมไว้เกิน 2 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้องต้องนำมาอุ่นให้เดือดก่อนรับประทานเสมอ
- การทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อม: หมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็กและพื้นผิวที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เนื่องจากเชื้อไวรัสบางชนิดสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวสิ่งของได้นานหลายวัน
กล่องสรุปคำแนะนำด่วนสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกท้องเสียและอาเจียน
- ประเมินสติสัมปชัญญะ: สังเกตว่าลูกยังร่าเริงดีหรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่
- เริ่มให้เกลือแร่ ORS ทันที: ผสมเกลือแร่ 1 ซองต่อน้ำต้มสุกตามสัดส่วน ใช้ไซริงค์หรือช้อนชาค่อยๆ ป้อนทีละน้อย ทุกๆ 1 ถึง 2 นาที
- จดบันทึกอาการ: บันทึกจำนวนครั้งที่ถ่าย ลักษณะของอุจจาระ จำนวนครั้งที่อาเจียน และเวลาปัสสาวะล่าสุดของลูกเพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์
- ดูแลเรื่องอาหาร: ให้ทานอาหารอ่อนรสจืดปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ห้ามงดอาหารยาวนาน
- เฝ้าระวัง Red Flags: หากมีอาการไข้สูงลอย ซึม ปากแห้งสนิท หรือไม่ปัสสาวะเกิน 6 ชั่วโมง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที