ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลันในเด็ก ปัญหาสุขภาพสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis) และการอาเจียนในเด็ก เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในแผนกผู้ป่วยนอกและห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และทารกแรกเกิด ซึ่งมีความเปราะบางของสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายสูงกว่าผู้ใหญ่ ร่างกายของเด็กประกอบด้วยสัดส่วนของน้ำมากกว่าผู้ใหญ่ (ประมาณร้อยละ 70-80 ของน้ำหนักตัวในทารก) ทำให้เมื่อเกิดการสูญเสียสารน้ำและเกลือแร่ผ่านทางการถ่ายเหลวหรือการอาเจียนอย่างรวดเร็ว เด็กจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) จนอาจนำไปสู่ภาวะช็อกจากการขาดสารน้ำ (Hypovolemic Shock) ภาวะไตวายเฉียบพลัน และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการประเมินและการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

อาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และอาเจียนในเด็ก เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยแบ่งตามกลุ่มเชื้อก่อโรคและกลไกการเกิดโรคหลักได้ดังนี้

  • การติดเชื้อไวรัสในทางเดินอาหาร (Viral Gastroenteritis): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดมากกว่าร้อยละ 70-80 ในเด็ก โดยเชื้อที่สำคัญ ได้แก่ ไวรัสโรต้า (Rotavirus), ไวรัสโนโร (Norovirus), ไวรัสซาโป (Sapovirus) และอะดีโนไวรัส (Adenovirus) ไวรัสเหล่านี้จะเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้เล็กส่วนวิลไล (Intestinal Villous Enterocytes) ส่งผลให้การดูดซึมน้ำและสารอาหารบกพร่อง เกิดภาวะท้องเสียแบบออสโมติก (Osmotic Diarrhea) ร่วมกับการหลั่งสารน้ำผิดปกติ
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Gastroenteritis): เช่น เชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella spp.), ชิเกลลา (Shigella spp.), แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter jejuni) และเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล ชนิดต่างๆ (Pathogenic E. coli) แบคทีเรียกลุ่มนี้มักสร้างสารพิษ (Enterotoxins) หรือลุกลามทำลายชั้นเยื่อบุผนังลำไส้ (Invasive Diarrhea) ส่งผลให้มีอาการไข้สูง ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ปวดเกร็งท้องรุนแรง
  • ภาวะแพ้อาหารหรือการไม่ทนต่อสารอาหาร (Food Allergy and Intolerance): เช่น ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow's Milk Protein Allergy - CMPA) หรือภาวะขาดเอนไซม์ย่อยน้ำตาลแล็กโทสทุติยภูมิภายหลังการติดเชื้อ (Secondary Lactose Intolerance)
  • สารพิษจากอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning): เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารพิษของแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ เช่น สารพิษจากเชื้อ Staphylococcus aureus หรือ Bacillus cereus ซึ่งมักทำให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลันภายใน 1-6 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร
คำแนะนำจากคุณหมอ: อุจจาระร่วงในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) การรักษาหลักคือการประคองสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายเพื่อรอให้เยื่อบุลำไส้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ

การดำเนินโรคและอาการสำคัญในแต่ละระยะ (Clinical Progression)

การดำเนินโรคของภาวะกระเพาะและลำไส้อักเสบในเด็ก มักมีลำดับขั้นของอาการที่พ่อแม่และผู้ปกครองควรสังเกตอย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Onset): เด็กมักเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร งอแง ร้องกวน มีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง และมักเริ่มด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียนหลายครั้ง ซึ่งในระยะนี้เด็กจะสูญเสียน้ำทางกระเพาะอาหารอย่างรวดเร็วและปฏิเสธการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร
  • ระยะอาการเด่นชัด (Active Stage): เริ่มมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ (Watery Diarrhea) หลายครั้งต่อวัน ปริมาณอุจจาระมาก สีเหลืองหรือเขียว อาจมีมูกหรือฟองปน หากเกิดจากแบคทีเรียอาจเริ่มเห็นมูกเลือดปน ในระยะนี้หากชดเชยน้ำไม่ทัน เด็กจะเริ่มแสดงอาการขาดน้ำอย่างชัดเจน
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage): ความถี่ของการถ่ายอุจจาระเริ่มลดลง อุจจาระเริ่มเปลี่ยนจากน้ำเป็นเนื้อข้นขึ้น อาการอาเจียนหยุดลง และความอยากอาหารเริ่มกลับมาเป็นปกติ โดยกระบวนการฟื้นฟูเยื่อบุลำไส้อาจใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

การประเมินระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากพบสัญญาณเตือนวิกฤต (Red Flags) ต่อไปนี้ ต้องนำเด็กไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน

  • สัญญาณภาวะขาดน้ำระดับรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ริมฝีปากแตก ลิ้นแห้งกร้าน ไม่มีน้ำตาเวลาส่งเสียงร้อง เบ้าตาลึกโหล กระหม่อมบุ๋มชัดเจนในทารก ผิวหนังแห้งสาก เมื่อดึงผิวหนังที่หน้าท้องขึ้นแล้วปล่อย (Skin Turgor Test) ผิวหนังคืนตัวช้ากว่า 2 วินาที
  • ภาวะซึมหรือหมดสติ: เด็กดูเซื่องซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีอาการกระสับกระส่าย ร้องกวนตลอดเวลาสลับกับซึม
  • ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออก: ทารกไม่มีปัสสาวะเปียกผ้าอ้อมนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือเด็กโตไม่ปัสสาวะเลยนานเกิน 6-8 ชั่วโมง ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มจัด
  • อาการอาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง: อาเจียนทุกครั้งที่พยายามป้อนน้ำหรืออาหาร ไม่สามารถรับประทานอะไรได้เลย หรืออาเจียนมีสีเขียวของน้ำดี (Bilious Vomiting) หรือมีเลือดปน
  • อุจจาระมีมูกเลือดปนสด (Bloody Diarrhea): มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง หรือมีไข้สูงลอยเกิน 39 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • สัญญาณชีพผิดปกติและภาวะช็อก: หายใจหอบเร็ว ชีพจรเต้นเร็วและเบา ปลายมือปลายเท้าเย็น ซีด หรือมีลายกระดำกระด่างตามผิวหนัง (Mottled Skin)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ (Hypovolemic Shock) สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในเด็กเล็ก หากพบว่าเด็กซึมลง มือเท้าเย็น ปัสสาวะไม่ออก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการประเมินและตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความจำเป็นทางคลินิก ดังนี้

  • การตรวจร่างกายและประเมินภาวะขาดน้ำ: ประเมินสัญญาณชีพ ชั่งน้ำหนักตัวเทียบกับน้ำหนักเดิมเพื่อคำนวณร้อยละการสูญเสียน้ำ (Percentage of Weight Loss) และตรวจความตึงตัวของผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination): ตรวจดูเม็ดเลือดขาว (WBC) และเม็ดเลือดแดง (RBC) ในอุจจาระ เพื่อแยกแยะการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มรุกราน รวมถึงการส่งตรวจสารก่อภูมิต้านทานของไวรัสโรต้าและโนโร (Stool Rapid Antigen Test)
  • การตรวจเลือดประเมินระดับเกลือแร่และการทำงานของไต: ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือขาดน้ำปานกลางถึงมาก แพทย์จะเจาะตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Serum Electrolytes), การทำงานของไต (BUN, Creatinine) เพื่อตรวจหาภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis), ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำหรือสูงผิดปกติ (Hyponatremia / Hypernatremia)
  • การเพาะเชื้ออุจจาระ (Stool Culture): ทำในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือเด็กมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพื่อหาชนิดเชื้อและการดื้อยาปฏิชีวนะ

วิธีดูแลรักษาและวิธีให้น้ำเกลือแร่ ORS ที่ถูกต้อง

หัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในเด็ก ไม่ใช่การหยุดถ่ายทันที แต่คือ "การป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำ" ด้วยการให้สารละลายเกลือแร่ทางปาก (Oral Rehydration Salts: ORS)

1. การเลือกชนิดของน้ำเกลือแร่ที่ถูกต้อง

ต้องใช้ "น้ำเกลือแร่สำหรับท้องเสีย (Oral Rehydration Salts - ORS)" ที่ได้รับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO Reduced Osmolarity ORS) ซึ่งมีสัดส่วนของกลูโคสและโซเดียมที่สมดุล ช่วยให้ลำไส้สามารถดูดซึมน้ำและเกลือแร่กลับเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามใช้น้ำเกลือแร่สำหรับนักกีฬาหรือผู้ออกกำลังกาย (Sport Drinks) มาให้เด็กท้องเสียดื่มเด็ดขาด เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงมากและมีเกลือแร่โซเดียมต่ำ น้ำตาลที่มากเกินไปจะดึงน้ำเข้าสู่โพรงลำไส้ตามแรงดันออสโมซิส ทำให้อุจจาระร่วงรุนแรงขึ้นกว่าเดิม (Osmotic Worsening)

2. วิธีผสมและเตรียมน้ำเกลือแร่ ORS

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมสารละลาย
  • ใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วตามปริมาตรที่ระบุไว้ข้างซองอย่างเคร่งครัด (เช่น ซองสำหรับผสมน้ำ 150 มิลลิลิตร หรือ 250 มิลลิลิตร)
  • ห้ามแบ่งผงเกลือแร่มาผสมทีละน้อย เพราะจะทำให้สัดส่วนความเข้มข้นคลาดเคลื่อน
  • ห้ามผสมผงเกลือแร่ลงในนม น้ำผลไม้ หรือของเหลวอื่นๆ
  • สารละลาย ORS ที่ผสมแล้ว มีอายุการใช้งาน 24 ชั่วโมง หากเหลือเกินกว่านั้นให้เททิ้งและผสมใหม่

3. เทคนิคและวิธีการป้อนน้ำเกลือแร่ ORS สำหรับเด็กที่อาเจียน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการให้เด็กดูดน้ำเกลือแร่จากขวดนมหรือดื่มจากแก้วหมดในคราวเดียว ซึ่งจะไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารบีบตัวและเกิดการอาเจียนออกมาทั้งหมด เทคนิคที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ มีดังนี้

  • เทคนิคช้อนหยอด/กระบอกฉีดยา (Sip Feeding Technique): ให้ใช้ช้อนชาขนาดเล็ก หรือไซริงค์ (Syringe) หยอดน้ำเกลือแร่ทีละน้อย ปริมาณ 5-10 มิลลิลิตร (1-2 ช้อนชา) ทุกๆ 3-5 นาที
  • หากเด็กอาเจียน: ให้พักการป้อนเป็นเวลา 10-15 นาที เพื่อให้กระเพาะอาหารคลายตัว จากนั้นจึงเริ่มป้อนใหม่ด้วยความเร็วที่ช้าลง เช่น หยอดทีละ 1 ช้อนชา ทุกๆ 5 นาที
  • การคำนวณปริมาณ ORS เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ:
    • สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ให้ดื่ม ORS ปริมาณ 50-100 มิลลิลิตร (ประมาณครึ่งแก้ว) ทุกครั้งที่ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรืออาเจียนมาก
    • สำหรับเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป: ให้ดื่ม ORS ปริมาณ 100-200 มิลลิลิตร (ประมาณครึ่งถึงหนึ่งแก้ว) ทุกครั้งที่ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
    • ในกรณีประเมินว่ามีภาวะขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง: ให้ ORS ปริมาณ 50-100 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยทยอยป้อนให้หมดภายในช่วงเวลา 4 ชั่วโมงแรก

4. โภชนาการและการให้นมต่อเนื่อง (Nutritional Management)

หลักการแพทย์สมัยใหม่เน้นย้ำว่า "ห้ามงดอาหารเด็ก" เด็ดขาด เพราะเยื่อบุลำไส้ต้องการสารอาหารเพื่อนำไปซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์

  • เด็กที่ดื่มนมแม่: ให้ดูดนมแม่ต่อไปตามปกติและบ่อยขึ้น ควบคู่กับการป้อนน้ำเกลือแร่ ORS นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเยื่อบุลำไส้ (Epidermal Growth Factor) ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็วที่สุด
  • เด็กที่ดื่มนมผงดัดแปลง: สามารถให้นมเดิมได้ตามปกติ ห้ามผสมนมให้เจือจางลงเด็ดขาด เนื่องจากการเจือจางนมจะทำให้เด็กขาดพลังงานและเกลือแร่ อย่างไรก็ตาม หากอาการถ่ายเหลวยังคงเป็นต่อเนื่องเกิน 2-3 วันหลังจากการติดเชื้อ อาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นนมสูตรปราศจากน้ำตาลแล็กโทส (Lactose-Free Formula) ชั่วคราวตามคำแนะนำของแพทย์
  • อาหารสำหรับเด็กโต: ให้อาหารอ่อน ย่อยง่าย รสจืด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป ฟักทอง กล้วยน้ำว้า หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

5. การเสริมแร่ธาตุสังกะสี (Zinc Supplementation)

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) แนะนำให้เสริมแร่ธาตุสังกะสีแก่เด็กที่มีภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลันทุกคน โดยให้ทานต่อเนื่องเป็นเวลา 10-14 วัน เพื่อช่วยลดความรุนแรง ลดระยะเวลาในการเจ็บป่วย และป้องกันการเกิดอุจจาระร่วงซ้ำในระยะเวลา 2-3 เดือนข้างหน้า

  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน: รับประทาน Zinc วันละ 10 มิลลิกรัม
  • เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป: รับประทาน Zinc วันละ 20 มิลลิกรัม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

  • ห้ามใช้ยาหยุดถ่าย (Anti-motility Drugs) ในเด็ก: เช่น ยาโลเปอราไมด์ (Loperamide) หรือไดเฟนอกซิเลต (Diphenoxylate) เนื่องจากยาจะไปยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ ทำให้เชื้อโรคและสารพิษคั่งค้างอยู่ในทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดภาวะลำไส้โป่งพองเป็นอัมพาต (Toxic Megacolon/Paralytic Ileus) และติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจนเสียชีวิตได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง: การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ตรงกับข้อบ่งชี้ (เช่น ท้องเสียจากไวรัส) จะทำลายจุลินทรีย์ประจำถิ่นชนิดดีในลำไส้ ทำให้ท้องเสียยืดเยื้อ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา
  • การให้ยาลดไข้อย่างปลอดภัย: หากมีไข้ ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาด 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำหรือยังไม่สามารถแยกโรคไข้เลือดออกได้ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวายเฉียบพลันและการระคายเคืองทางเดินอาหาร

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (Prevention Strategies)

การป้องกันภาวะอุจจาระร่วงในเด็กสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านแนวทางสุขอนามัยและการรับวัคซีน ดังนี้

  • การรับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า (Rotavirus Vaccine): เป็นวัคซีนชนิดหยอดที่แนะนำสำหรับทารก โดยเริ่มหยอดเข็มแรกตั้งแต่อายุ 2 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโรต้าซึ่งเป็นสาเหตุหลักของท้องเสียรุนแรงในเด็กเล็ก
  • สุขอนามัยในการเตรียมอาหารและน้ำดื่ม: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนเตรียมนม อาหาร และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาดและนึ่งฆ่าเชื้อขวดนม ภาชนะใส่อาหารทุกครั้ง ใช้น้ำต้มสุกในการชงนม
  • การรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่: หลีกเลี่ยงอาหารที่ค้างมื้อ อาหารที่วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง และเลือกรับประทานอาหารที่ผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ปกครองเมื่อเด็กท้องเสีย ถ่ายเหลว และอาเจียน

  • ประเมินความปลอดภัย: ตรวจดูสัญญาณอันตราย (ซึม ตาโหล ปากแห้ง ปัสสาวะไม่ออก ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนไม่หยุด) หากมีอาการเหล่านี้ ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันที
  • ชดเชยสารน้ำอย่างถูกต้อง: เตรียมผงเกลือแร่ ORS สำหรับเด็ก ผสมน้ำต้มสุกตามสัดส่วนที่ถูกต้อง ป้อนทีละช้อนชาช้าๆ ทุก 3-5 นาที
  • ให้นมและอาหารต่อเนื่อง: ให้นมแม่ต่อไปตามปกติ งดการเจือจางนมผง ให้อาหารอ่อนย่อยง่าย ห้ามงดอาหารเด็ก
  • หลีกเลี่ยงยาอันตราย: ไม่ใช้ยาหยุดถ่าย ไม่ซื้อยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง และหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดลดไข้กลุ่มไอบูโพรเฟน
  • ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด: บันทึกจำนวนครั้ง ปริมาณ และลักษณะของอุจจาระ การอาเจียน รวมถึงสังเกตจำนวนครั้งของการปัสสาวะในแต่ละวัน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down