ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกท้องเสียและอาเจียน: เมื่อไหร่ที่ควรระวังและวิธีจัดการให้ปลอดภัยที่สุด

ภาวะท้องเสีย (Diarrhea) และอาเจียน (Vomiting) ในเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดในกุมารเวชศาสตร์ โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากร่างกายของเด็กมีสัดส่วนของน้ำสูงและมีความต้องการน้ำมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ผ่านทางอุจจาระและอาเจียน เด็กจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะช็อก (Shock) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

ส่วนใหญ่ของอาการท้องเสียในเด็กเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร โดยมีสาเหตุหลักดังนี้:

  • การติดเชื้อไวรัส (Viral Gastroenteritis): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น เชื้อโรตาไวรัส (Rotavirus) หรือโนโรไวรัส (Norovirus) ซึ่งมักมาพร้อมอาการอาเจียนนำมาก่อนแล้วตามด้วยการถ่ายเหลว
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Gastroenteritis): มักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด เชื้อที่พบได้บ่อย เช่น ซัลโมเนลลา (Salmonella) หรืออีโคไล (E. coli) ซึ่งอาจทำให้มีไข้สูง หรือถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมด้วย
  • การติดเชื้อปรสิต: พบได้น้อยกว่าแต่อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังได้

อาการและระยะของโรคที่ควรสังเกต

อาการเริ่มแรกมักจะเริ่มจากการคลื่นไส้ อาเจียน และตามมาด้วยการถ่ายเหลวเป็นน้ำจำนวนมาก ในระยะนี้ร่างกายจะสูญเสียน้ำและโซเดียมอย่างรวดเร็ว หากเด็กยังสามารถดื่มน้ำหรือนมได้ อาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน แต่หากมีการถ่ายหรืออาเจียนรุนแรง เด็กจะเข้าสู่ระยะภาวะขาดน้ำ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที:
  • เด็กมีอาการซึมลง อ่อนเพลียมาก หรือปลุกตื่นยาก
  • มีอาการปากแห้ง ตาโหล กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก) หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะน้อยลงมาก (ผ้าอ้อมแห้งเกิน 6-8 ชั่วโมง)
  • ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากตลอดเวลา
  • อาเจียนรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอะไรได้เลย
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการชัก หรืออาการทางระบบประสาท

วิธีให้น้ำเกลือแร่ ORS ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การให้น้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) คือหัวใจสำคัญของการรักษา ไม่ใช่น้ำเกลือสำหรับออกกำลังกาย เพราะน้ำเกลือแร่สำหรับเด็กมีสัดส่วนน้ำตาลและเกลือแร่ที่เหมาะสมในการดูดซึมเพื่อชดเชยสิ่งที่สูญเสียไป

วิธีการให้ ORS ที่ถูกต้อง:

  • จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง: หากเด็กมีอาการอาเจียน ห้ามป้อนรวดเดียวปริมาณมาก ให้ใช้วิธีใช้ช้อนชาค่อยๆ ป้อนทีละ 5-10 ซีซี ทุก 5-10 นาที เพื่อให้กระเพาะอาหารปรับตัว
  • ปริมาณที่แนะนำ: ให้ชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากการถ่ายหรืออาเจียน ประมาณ 10 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อการถ่ายหรืออาเจียน 1 ครั้ง
  • ห้ามผสมผิดสัดส่วน: ต้องละลายผง ORS ตามปริมาณน้ำที่ระบุข้างซองอย่างเคร่งครัด หากน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ได้รับเกลือเข้มข้นสูงเกินไปจนเกิดภาวะเกลือแร่เกินได้

วิธีดูแลรักษาที่บ้าน

การรักษาหลักคือการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว:

  • อาหาร: ในเด็กที่ยังกินนมแม่ ให้กินนมแม่ต่อได้ทันทีและบ่อยขึ้น ส่วนเด็กที่กินนมผงอาจปรึกษาแพทย์เพื่อใช้สูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตสในช่วงที่มีอาการท้องเสียรุนแรง หากเด็กเริ่มรับประทานอาหารได้ ให้เน้นอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือเนื้อปลา
  • การใช้ยา: ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เพราะยาจะกักเก็บเชื้อโรคและสารพิษไว้ในลำไส้ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
  • การลดไข้: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัว (10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ทุก 4-6 ชั่วโมง
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำ:
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) เอง เพราะส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสซึ่งยาฆ่าเชื้อไม่ได้ผลและอาจทำให้ท้องเสียรุนแรงขึ้นจากผลข้างเคียง
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาดในเด็กเนื่องจากเสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome)
  • ห้ามให้เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา หรือน้ำผลไม้รสหวานจัด เพราะน้ำตาลจะทำให้ถ่ายเหลวมากขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาความสะอาด:

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียมอาหารหรือป้อนนมเด็ก
  • ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรตาไวรัส (Rotavirus Vaccine) ตามตารางนัดหมาย ซึ่งสามารถลดความรุนแรงของการติดเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ

สรุปสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติ

เมื่อลูกมีอาการท้องเสียและอาเจียน ให้ยึดหลักการ: ประเมินอาการซึมและการขาดน้ำ, ให้จิบ ORS อย่างถูกวิธีด้วยช้อนชา, ไม่ใช้ยาหยุดถ่ายเอง, และสังเกตสัญญาณอันตราย หากเด็กมีอาการซึมลง หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ให้รีบพาไปพบกุมารแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการประเมินภาวะขาดน้ำและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down