แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวกับการขับเคลื่อนเพื่อขจัดโรคพิษสุนัขบ้าอย่างยั่งยืน
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นหนึ่งในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่มีความรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตเมื่อผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการ อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้เกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การขับเคลื่อนเพื่อขจัดโรคนี้ให้หมดไปอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัย สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อการแก้ปัญหาทางสาธารณสุขอย่างเป็นองค์รวมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
1. ความหมายและความสำคัญของแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)
แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health คือ แนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างหลากหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนสำหรับคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน สัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่ามีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคอุบัติใหม่และโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
ในบริบทของโรคพิษสุนัขบ้า การแก้ปัญหาโดยมุ่งเน้นเฉพาะการรักษาในคนหลังจากถูกกัด (Post-Exposure Prophylaxis) ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่สามารถทำให้โรคหมดไปได้ เนื่องจากแหล่งรังโรคหลักอยู่ในสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขและแมว การนำแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวมาใช้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเน้นการควบคุมโรคที่ต้นตอในประชากรสัตว์ ควบคู่ไปกับการป้องกันโรคในคน และการจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์หรือเอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
"การขจัดโรคพิษสุนัขบ้าจะไม่สามารถสำเร็จได้เลยหากแยกส่วนการทำงาน แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ผสานจิ๊กซอว์ทุกชิ้นเข้าด้วยกัน เพื่อเป้าหมายอันสูงสุดคือการไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้"
2. บทบาทและการทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวังโรคเชิงรุก
ความสำเร็จในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นอยู่กับการสื่อสารและการประสานงานอย่างรวดเร็วระหว่างสามเสาหลักสำคัญ ได้แก่ สัตวแพทย์ แพทย์ และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น
- สัตวแพทย์และบุคลากรด้านสุขภาพสัตว์: มีบทบาทหลักในการเฝ้าระวังเชิงรุกในประชากรสัตว์ การตรวจวินิจฉัยโรคในห้องปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว การควบคุมประชากรสุนัขและแมวจรจัดด้วยการทำหมัน และการจัดตั้งด่านกักกันสัตว์เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามเขต
- แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข: ทำหน้าที่ให้การรักษาและป้องกันโรคแก่ผู้สัมผัสเชื้ออย่างทันท่วงที การประเมินความเสี่ยงเพื่อพิจารณาการฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินที่มีคุณภาพ ตลอดจนการสอบสวนโรคในคนร่วมกับทีมสัตวแพทย์ทันทีที่มีรายงานเคสสงสัย
- หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.): เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ มีบทบาทในการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อวัคซีนและเวชภัณฑ์ การขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงในชุมชน และการบังคับใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับการควบคุมสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด
การทำงานร่วมกันนี้สะท้อนผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) เมื่อพบสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะสามารถลงพื้นที่เพื่อติดตามผู้สัมผัสโรคมารับการฉีดวัคซีนได้ทันเวลาก่อนที่อาการจะปรากฏ
3. การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน
การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งที่สุดในการขจัดโรคพิษสุนัขบ้า การสร้างความตระหนักรู้แก่เจ้าของสัตว์เลี้ยงและคนในชุมชนต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยเน้นย้ำในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคประจำปี: เจ้าของสัตว์เลี้ยงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการนำสุนัขและแมวเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเข็มแรกตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน และต้องกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปี โดยอัตราการครอบคลุมของวัคซีนในประชากรสัตว์ในพื้นที่ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)
- การเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ: หลีกเลี่ยงการปล่อยสัตว์เลี้ยงให้ออกไปนอกบ้านโดยไม่มีผู้ดูแล เพื่อลดโอกาสในการสัมผัสหรือถูกสุนัขจรจัดที่ติดเชื้อกัด และไม่นำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยทิ้งขว้างอันจะเป็นการเพิ่มจำนวนสุนัขจรจัด
- หลักการ 5 ย. เพื่อป้องกันการถูกกัด: ยื่น (อย่าแหย่ให้สุนัขโมโห), เหยียบ (อย่าเหยียบหาง หู หรือตัวสุนัข), แย่ง (อย่าแย่งจานอาหารหรือของเล่นของสุนัข), หยิบ (อย่าหยิบลูกสุนัขขณะแม่สุนัขอยู่ใกล้), และ ยุ่ง (อย่าเข้าไปยุ่งกับสุนัขที่ไม่มีเจ้าของหรือสุนัขที่กำลังกัดกัน)
เมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน ประชาชนต้องได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง คือ ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลายๆ ครั้ง ทาด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินการรับวัคซีนทันที
4. แนวทางการวางนโยบายสาธารณะเพื่อการขจัดโรคอย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนไปสู่เป้าหมายการขจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป จำเป็นต้องอาศัยการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ชัดเจนและมีแรงผลักดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH)
ประการแรก ต้องมีการบูรณาการงบประมาณและแผนงานในระดับชาติ ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการดำเนินงานด้านสุขภาพหนึ่งเดียวที่ประสบความสำเร็จ
ประการที่สอง คือ การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศร่วมกัน เพื่อให้การรายงานสถานการณ์โรคเป็นแบบเรียลไทม์ (Real-time surveillance) ช่วยให้การตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินในระดับท้องถิ่นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการสุดท้าย คือ ความร่วมมือระหว่างประเทศตามแนวชายแดน เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่มีพรมแดน การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามแดน และการประสานงานนโยบายการฉีดวัคซีนบริเวณตะเข็บชายแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยป้องกันการกลับมาระบาดซ้ำของโรคในพื้นที่ที่เคยปลอดโรคแล้ว
โดยสรุป การขจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้สำเร็จและยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของแพทย์หรือสัตวแพทย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวที่จะนำพาไปสู่สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทั้งคนและสัตว์อย่างแท้จริง