ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไข้สูงลอย ตัวร้อนจัด ทำไมกุมารแพทย์ถึงห้ามป้อนยาไอบูโพรเฟนทันที

เมื่อลูกน้อยมีไข้สูงลอย ตัวร้อนจัดจนแผ่นหลังและหน้าอกร้อนผ่าว ความวิตกกังวลของคนเป็นพ่อแม่ย่อมพุ่งสูงขึ้นตามอุณหภูมิร่างกายของลูก สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือการมองหายาลดไข้ที่มีฤทธิ์แรงและออกฤทธิ์เร็วอย่าง "ยาไอบูโพรเฟน" (Ibuprofen) มาป้อนให้ลูกทันทีเพื่อให้ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว

ทว่าในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำและตักเตือนคุณพ่อคุณแม่เสมอคือ "ห้ามให้ลูกกินยาไอบูโพรเฟนทันทีเมื่อเริ่มมีไข้สูง โดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด" เนื่องจากในประเทศไทยมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกตลอดทั้งปี และการใช้ยานี้ในขณะที่ร่างกายกำลังติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออก อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

กลไกที่ขัดขวางการทำงานของเกล็ดเลือด: อันตรายจากการใช้ยากลุ่มเอ็นเสด

ยาไอบูโพรเฟน จัดอยู่ในกลุ่มยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวด และต้านการอักเสบที่ดี แต่สิ่งที่เป็น อันตรายจากการใช้ยากลุ่มเอ็นเสด ในผู้ป่วยที่มีไข้สูงคือ ผลกระทบต่อระบบการแข็งตัวของเลือด

โดยปกติแล้ว ยากลุ่มเอ็นเสดจะออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส (Cyclooxygenase) ทั้งชนิด COX-1 และ COX-2 ส่งผลให้การสร้างสารทรอมบอกเซน (Thromboxane A2) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันเพื่ออุดรอยฉีกขาดของหลอดเลือดลดลง ทำให้เกล็ดเลือดทำงานได้ไม่ดีและสูญเสียความสามารถในการจับตัวกันเพื่อห้ามเลือด

เมื่อร่างกายของเด็กได้รับเชื้อไวรัสไข้เลือดออก เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเกล็ดเลือดและกดการสร้างเกล็ดเลือดในไขกระดูกอยู่แล้ว ทำให้จำนวนเกล็ดเลือดในร่างกายต่ำลง การได้รับยากลุ่มเอ็นเสดเข้าไปซ้ำเติมจะยิ่งทำให้เกล็ดเลือดที่มีอยู่น้อยนิดทำงานไม่ได้ ส่งผลให้เลือดไหลไม่หยุดและเกิดการรั่วไหลของพลาสมาออกจากหลอดเลือดอย่างรุนแรง

ความเสี่ยงต่อภาวะแผลและเลือดออกในทางเดินอาหาร

นอกจากการขัดขวางการทำงานของเกล็ดเลือดแล้ว กลไกของยากลุ่มเอ็นเสดยังเข้าไปยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันตามธรรมชาติของเยื่อบุผิวในกระเพาะอาหารและลำไส้

เมื่อไม่มีโพรสตาแกลนดินคอยปกป้อง กรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะเข้าไปทำลายผนังทางเดินอาหารโดยตรง ส่งผลให้เกิดภาวะกระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน เกิดแผลในทางเดินอาหาร และเมื่อประสานเข้ากับภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากโรคไข้เลือดออก จะทำให้เกิด ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร เด็กอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสดหรือมีสีคล้ายน้ำโค้ก ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหลวคล้ายยางมะตอย ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่อาจทำให้เกิดอาการช็อกจากการสูญเสียเลือดได้

ทำไมห้ามซื้อยาแก้ไข้หวัดสูตรผสมที่มีฤทธิ์แรงมาป้อนเด็กเอง

บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ไปร้านขายยาเพื่อซื้อยาบรรเทาอาการหวัดสูตรผสมที่มีการโฆษณาว่าช่วยลดไข้ คัดจมูก และลดน้ำมูกได้ในขวดเดียวมาป้อนให้ลูก ซึ่งการกระทำนี้มีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากสาเหตุหลายประการ ดังนี้

  • ความเสี่ยงต่อการได้รับยาซ้ำซ้อน: ยาสูตรผสมมักมีตัวยาลดไข้พาราเซตามอลหรือยาในกลุ่มเอ็นเสดผสมอยู่แล้ว หากคุณพ่อคุณแม่ป้อนยาลดไข้เดี่ยวควบคู่ไปด้วย จะทำให้เด็กได้รับยาเกินขนาดจนเกิดพิษต่อตับและไตอย่างเฉียบพลัน
  • ความยากในการปรับขนาดยา: ยาสำหรับเด็กจำเป็นต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างละเอียด การใช้ยาในสัดส่วนที่ตรึงไว้ในยาสูตรผสมอาจทำให้เด็กได้รับยาบางตัวมากเกินไป หรือได้รับในปริมาณที่น้อยเกินไปจนไม่ได้ผลในการรักษา
  • การบดบังอาการสำคัญ: ยากลุ่มนี้อาจช่วยลดไข้ลงชั่วคราวแต่ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ล่าช้า และอาจละเลยสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรง เช่น ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

แนวทางการจัดการเมื่อลูกบังเอิญได้รับยากลุ่มเอ็นเสดระหว่างมีไข้สูง

หากคุณพ่อคุณแม่เพิ่งทราบข้อมูลนี้และพบว่าได้พลั้งเผลอป้อนยาไอบูโพรเฟนหรือยากลุ่มเอ็นเสดอื่นๆ ให้ลูกไปแล้ว ขอให้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ให้รีบปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด

1. หยุดให้ยากลุ่มนั้นทันที

งดการให้ยาไอบูโพรเฟนหรือยาแก้ปวดลดไข้ชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่พาราเซตามอลโดยเด็ดขาด บันทึกเวลาและปริมาณยาที่เด็กได้รับล่าสุดไว้เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบ

2. เปลี่ยนมาใช้การดูแลรักษาขั้นพื้นฐาน

ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลเฉพาะเมื่อจำเป็น โดยคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างถูกต้อง (ปกติคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง) และให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ห้ามให้ถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง และไม่ควรให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องบ่อยๆ โดยเช็ดสวนทิศทางรูขุมขนเพื่อเปิดระบายความร้อน

3. สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและประเมินสัญญาณเตือน

เฝ้าระวังอาการแสดงของภาวะเลือดออกผิดปกติและภาวะช็อก หากพบอาการใดอาการหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้รีบพาลูกส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดนัด

  • มีเลือดกำเดาไหล หรือมีเลือดออกตามไรฟัน
  • มีจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ขึ้นตามผิวหนัง แขน หรือขา
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา
  • อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนมีสีน้ำตาลเข้ม
  • ถ่ายอุจจาระมีสีดำเข้มหรือมีเลือดปน
  • เด็กมีอาการซึมลง อ่อนเพลียมาก ตัวเย็นชืด มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยในรอบ 6 ชั่วโมง

ความปลอดภัยของลูกน้อยเริ่มต้นจากการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล เมื่อลูกมีไข้สูง การดูแลอย่างใกล้ชิด การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี และการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง คือแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกรักให้พ้นจากอันตรายแฝงเร้นเหล่านี้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down