เสียงหายใจครืดคราดเวลาลูกดูดนมหรือนอนหลับ: แบบไหนที่เป็นเรื่องปกติและแบบไหนที่ต้องส่งตรวจเพิ่ม
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักมีความกังวลใจเมื่อได้ยินเสียงหายใจดังครืดคราดของลูกน้อยในขณะนอนหลับหรือกำลังดูดนม เสียงที่คล้ายมีเสมหะติดอยู่ในคอตลอดเวลาทำให้เกิดคำถามตามมาเสมอว่า ลูกกำลังป่วยเป็นไข้หวัด มีเสมหะอุดกั้น หรือมีความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว เสียงหายใจลักษณะนี้พบได้บ่อยมากในทารกแรกเกิดถึงวัยไม่กี่เดือน ซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพัฒนาการตามธรรมชาติและส่วนที่อาจบ่งชี้ถึงโรคทางเดินหายใจที่ต้องการการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง
ทำความเข้าใจกลไกการเกิดเสียงหายใจในทารกแรกเกิด
การทำความเข้าใจสรีรวิทยาของทารกจะช่วยลดความวิตกกังวลลงได้มาก ภาวะหายใจครืดคราดและเสียงดังในทารก ส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงสร้างทางเดินหายใจที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ ทารกแรกเกิดมีช่องจมูกและรูจมูกที่เล็กและแคบมาก อีกทั้งเยื่อบุจมูกของทารกยังมีความไวต่อสิ่งแวดล้อมสูง เมื่อสัมผัสกับอากาศเย็น ฝุ่นละออง หรือแม้แต่นมที่ล้นขึ้นมาในคอ เยื่อบุจมูกจะผลิตน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งออกมาทันที
เนื่องจากทารกยังไม่สามารถสั่งน้ำมูกหรือไอขากเสมหะออกมาได้เองเหมือนผู้ใหญ่ ลมหายใจที่ผ่านช่องทางแคบๆ ที่มีสารคัดหลั่งเหล่านั้นจึงทำให้เกิดเสียงครืดคราดคล้ายเสมหะค้างในคอ นอกจากนี้ กระดูกอ่อนในระบบทางเดินหายใจของทารกยังมีความอ่อนตัวสูง ทำให้ทางเดินหายใจสามารถยุบตัวลงได้เล็กน้อยขณะหายใจเข้า จึงไม่แปลกที่จะได้ยินเสียงหายใจดังชัดเจนขึ้นในขณะที่ลูกกำลังดูดนมหรือนอนหลับลึก
ความแตกต่างระหว่างเสียงเสมหะทั่วไปกับภาวะกระดูกอ่อนกล่องเสียงยังไม่แข็งแรง
เพื่อการดูแลที่ถูกต้อง ผู้ปกครองจำเป็นต้องแยกแยะให้ออกว่าเสียงครืดคราดที่ได้ยินเกิดจากสารคัดหลั่งธรรมดา หรือเกิดจากโครงสร้างกล่องเสียงที่ยังไม่แข็งแรง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Laryngomalacia
- เสียงหายใจจากน้ำมูกหรือเสมหะทั่วไป: มักเป็นเสียงครืดคราดที่จมูกหรือคอส่วนบน เสียงนี้จะเปลี่ยนไปหรือหายไปชั่วคราวหลังจากที่ทารกจาม เปลี่ยนท่าทางนอน หรือหลังจากได้รับการดูดน้ำมูกและหยอดน้ำเกลือล้างจมูก ทารกกลุ่มนี้จะยังดูดนมได้ดี น้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ปกติ และไม่มีอาการหอบเหนื่อย
- ภาวะกระดูกอ่อนกล่องเสียงยังไม่แข็งแรง (Laryngomalacia): เป็นความผิดปกติของโครงสร้างกล่องเสียงที่พบบ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด เกิดจากการที่ฝาปิดกล่องเสียงและเนื้อเยื่อรอบๆ ยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อทารกหายใจเข้า เนื้อเยื่อเหล่านี้จะถูกดูดเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจบางส่วน ทำให้เกิดเสียงหายใจดังหวีดแหลมหรือครืดคราด โดยเสียงนี้จะดังชัดเจนขึ้นเมื่อนอนหงาย ร้องไห้ กินนม หรือขณะตื่นตัว และมักจะเบาลงเมื่อนอนตะแคงหรือนอนคว่ำ อาการมักเริ่มแสดงเมื่ออายุประมาณสองถึงสี่สัปดาห์ และจะค่อยๆ ดีขึ้นเองเมื่ออายุหนึ่งถึงสองปีตามการแข็งตัวของกระดูกอ่อน
อาการร่วมที่ต้องสังเกตเพื่อเข้าพบแพทย์เฉพาะทาง
แม้ว่าภาวะหายใจครืดคราดส่วนใหญ่จะหายได้เองเมื่อทารกเติบโตขึ้น แต่มีอาการสำคัญบางประการที่บ่งชี้ว่าระบบทางเดินหายใจของทารกกำลังทำงานหนักเกินไป และควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด:
หากพบอาการร่วมดังต่อไปนี้ ควรรีบพาทารกไปพบกุมารแพทย์ทันที
- อาการอกบุ๋ม: มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อรอบอกขณะหายใจ เช่น หน้าอกบุ๋ม ใต้ชายโครงบุ๋ม หรือคอบุ๋มอย่างเห็นได้ชัด
- หายใจลำบากและหอบเหนื่อย: อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติ หรือมากกว่าหกสิบครั้งต่อนาทีในทารกแรกเกิด มีอาการปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า
- ปัญหาการกินและการเจริญเติบโต: ทารกดูดนมได้น้อยลง เหนื่อยง่ายขณะดูดนมจนต้องหยุดพักบ่อยๆ หรือน้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
- ภาวะพร่องออกซิเจน: มีอาการริมฝีปาก รอบปาก หรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำขณะกินนมหรือร้องไห้
- มีอาการหยุดหายใจ: มีช่วงที่ทารกหยุดหายใจขณะหลับ หรือมีอาการสำลักนมบ่อยครั้งจนตัวเขียว
การสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดและเข้าใจธรรมชาติของระบบทางเดินหายใจในวัยทารก จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าเสียงหายใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติของพัฒนาการ หรือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการรักษา หากมีความกังวลใจหรือไม่มั่นใจในอาการ การปรึกษากุมารแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายและฟังเสียงปอดจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ลูกน้อย