ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมลูกแรกเกิดถึงหายใจเสียงดังฟืดฟาดทั้งที่ไม่มีน้ำมูก

“ทำไมลูกนอนเสียงดังฟืดฟาดเหมือนคนคัดจมูก แต่พอส่องไฟดูในรูจมูกกลับไม่มีน้ำมูกไหลออกมาเลย” นี่คือหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่กุมารแพทย์มักได้รับฟังบ่อยครั้งจากคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งพาลูกน้อยกลับมาดูแลที่บ้าน ความกังวลใจว่าลูกจะหายใจไม่ออกหรือกำลังเผชิญกับโรคระบบทางเดินหายใจเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมรู้สึก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงหายใจครืดคราดหรือ ภาวะคัดจมูกในเด็กแรกเกิด โดยไม่มีไข้และไม่มีน้ำมูกไหลนั้น มีคำอธิบายทางสรีรวิทยาที่ชัดเจนและส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจอย่างที่คิด

ธรรมชาติของโครงสร้างระบบทางเดินหายใจทารกแรกเกิด

การเข้าใจลักษณะทางกายวิภาคของทารกแรกเกิดจะช่วยให้คุณแม่คลายความกังวลใจได้มากขึ้น สาเหตุหลักที่ทำให้ทารกมีเสียงหายใจฟืดฟาดได้ง่าย ประกอบด้วยปัจจัยทางธรรมชาติหลายประการ ดังนี้

  • ขนาดทางเดินหายใจที่เล็กและแคบมาก: รูจมูกและช่องจมูกของทารกแรกเกิดมีขนาดเล็กมาก เพียงแค่มีเศษน้ำมูกแห้งชิ้นเล็กๆ หรือเยื่อบุจมูกบวมขึ้นเพียงเล็กน้อยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ลมหายใจที่ผ่านช่องแคบๆ นั้นก็จะทำให้เกิดเสียงดังฟืดฟาดได้อย่างชัดเจน
  • การหายใจทางจมูกเป็นหลัก (Obligate Nasal Breathers): ในช่วงอายุ 3-4 เดือนแรก ทารกแรกเกิดจะยังไม่รู้วิธีการสลับไปหายใจทางปากได้เหมือนผู้ใหญ่เมื่อจมูกตัน ดังนั้น ร่างกายจึงต้องพยายามส่งแรงหายใจผ่านจมูกที่แคบ ทำให้เกิดเสียงครืดคราดตามจังหวะการเข้าออกของลมหายใจ
  • กระดูกอ่อนทางเดินหายใจยังไม่แข็งแรงเต็มที่: ผนังช่องจมูกและกล่องเสียงของทารกยังมีความอ่อนตัวสูงเมื่อเทียบกับเด็กโต เมื่อมีการสูดลมหายใจเข้า เนื้อเยื่อเหล่านี้อาจยุบตัวลงตามแรงดูดชั่วคราวและก่อให้เกิดเสียงฟืดฟาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ทารกนอนหงาย

วิธีสังเกตความแตกต่าง: อาการคัดจมูกปกติ VS ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจที่เป็นอันตราย

แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะเกิดจากสรีรวิทยาตามปกติ แต่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเฝ้าระวังเพื่อแยกแยะระหว่างอาการคัดจมูกทั่วไป กับภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจหรือการหายใจล้มเหลวที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

อาการคัดจมูกทั่วไปที่ไม่มีอันตราย (พบได้บ่อย)

ทารกยังสามารถดูดนมแม่หรือขวดได้ตามปกติ ไม่สำลัก ไม่มีอาการเหนื่อยหอบขณะกินนม ผิวพรรณและริมฝีปากมีสีชมพูระเรื่อดี นอนหลับได้ยาวนานตามช่วงวัย และน้ำหนักตัวยังคงเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ แม้จะมีเสียงฟืดฟาดขณะนอนหลับก็ตาม

สัญญาณเตือนของภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจที่ต้องพบแพทย์ทันที

  • การกระพือของปีกจมูก (Nasal Flaring): ปีกจมูกของทารกจะบานออกกว้างทุกครั้งที่หายใจเข้าเพื่อพยายามนำอากาศเข้าปอด
  • อกบุ๋มหรือซี่โครงบุ๋ม (Retractions): มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อบริเวณใต้ชายโครง ช่องซี่โครง หรือแอ่งคออย่างเห็นได้ชัดขณะหายใจ
  • หายใจเร็วกว่าปกติ (Tachypnea): มีอัตราการหายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาทีในขณะที่ทารกกำลังนอนหลับอย่างสงบ
  • มีเสียงครวญคราง (Grunting): เสียงครางในลำคอที่เกิดขึ้นทุกครั้งในจังหวะหายใจออก
  • ริมฝีปากหรือใบหน้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis): สัญญาณแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนจากการแลกเปลี่ยนแก๊สไม่เพียงพอ
  • ไม่ยอมดูดนมและซึมลง: ทารกปฏิเสธการกินนมเนื่องจากต้องใช้แรงทั้งหมดในการหายใจ หรือมีอาการเพลียและซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

การดูแลเบื้องต้นด้วยการปรับสิ่งแวดล้อมและความชื้นในห้องนอน

หากประเมินแล้วพบว่าทารกไม่มีอาการอันตรายข้างต้น การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกน้อยถือเป็นวิธีธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการบรรเทาภาวะคัดจมูกในเด็กแรกเกิด โดยคุณแม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

  • ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในห้องนอน: เครื่องปรับอากาศมักทำให้อากาศแห้งและเย็นเกินไป ซึ่งเป็นตัวการกระตุ้นให้เยื่อบุจมูกบวม ควรตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 25-26 องศาเซลเซียส และอาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) เพื่อรักษาความชื้นสัมพัทธ์ในห้องนอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (ประมาณ 50-60%) ช่วยป้องกันไม่ให้เยื่อบุจมูกแห้งและระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงสารระคายเคืองในอากาศอย่างเด็ดขาด: ทางเดินหายใจของเด็กแรกเกิดมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงมาก ควรหลีกเลี่ยงการใช้แป้งฝุ่น น้ำหอม สเปรย์ปรับอากาศ และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่มีควันบุหรี่หรือเขม่าควันใดๆ ภายในบ้าน
  • การใช้หยดน้ำเกลือเพื่อช่วยละลายสิ่งอุดตัน: หากสังเกตเห็นว่าลูกมีน้ำมูกแห้งอุดตันจนหายใจลำบาก สามารถใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อสำหรับหยอดจมูก (Normal Saline) หยอดลงในรูจมูกข้างละ 1-2 หยด เพื่อให้น้ำมูกแห้งนุ่มลง จากนั้นใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูกสำหรับเด็กดูดออกอย่างเบามือ
อาการหายใจเสียงฟืดฟาดจากภาวะคัดจมูกในเด็กแรกเกิดเป็นพัฒนาการทางสรีรวิทยาชั่วคราว ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองเมื่อโครงสร้างระบบทางเดินหายใจของลูกน้อยโตขึ้นและแข็งแรงขึ้นตามวัย โดยทั่วไปจะเริ่มดีขึ้นชัดเจนเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือนเป็นต้นไป การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและการปรับสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับสบายและเติบโตได้อย่างแข็งแรงสมบูรณ์ หากคุณพ่อคุณแม่ยังคงมีความกังวลใจ การพาลูกรักไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down