ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไม่ถ่ายหลายวัน ท้องผูกในเด็กแรกเกิดและทารก: เกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์และการดูแลรักษาที่ตรงจุด

“คุณหมอคะ ลูกไม่ถ่ายมาสามวันแล้ว จะเป็นอะไรไหมคะ?” หรือ “ลูกเบ่งหน้าแดง แต่ไม่ออกเลยค่ะ หมอว่าน้องท้องผูกไหมคะ?” คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้ยินบ่อยครั้งจากคุณพ่อคุณแม่ที่พาเจ้าตัวเล็กมาตรวจที่คลินิก ผมเข้าใจดีถึงความกังวลใจเมื่อเห็นลูกน้อยแสดงอาการอึดอัดจากการขับถ่ายที่ไม่ปกติ อาการท้องผูกในทารกแรกเกิดและเด็กเล็กนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่การทำความเข้าใจเกณฑ์การวินิจฉัยและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวลและดูแลลูกได้อย่างเหมาะสม

นิยามทางการแพทย์ของอาการท้องผูกในทารกแต่ละช่วงวัย

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ท้องผูก” ในมุมมองทางการแพทย์นั้นหมายถึงอะไร เพราะในแต่ละช่วงวัย การขับถ่ายของทารกจะมีความแตกต่างกัน

  • ในทารกแรกเกิดถึง 1 เดือน: ทารกที่ดื่มนมแม่มักจะถ่ายเหลวบ่อยครั้ง บางคนถ่ายหลังนมทุกมื้อ บางคนอาจถ่ายเพียงวันละครั้ง หรือบางรายอาจถ่ายทุกๆ 2-3 วัน ซึ่งยังถือว่าปกติ ตราบใดที่อุจจาระมีลักษณะนิ่ม ไม่แข็งเป็นก้อน และลูกไม่แสดงอาการปวดเกร็ง แต่หากทารกแรกเกิดที่ดื่มนมแม่ไม่ถ่ายเกิน 7-10 วัน โดยที่ยังกินได้ดี ไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ก็มักจะยังไม่ถือเป็นท้องผูก หากเป็นทารกที่ดื่มนมผสม มักจะถ่ายอุจจาระแข็งกว่าและมีความถี่น้อยกว่า แต่โดยทั่วไปแล้ว ควรจะถ่ายอย่างน้อยวันละครั้งถึงทุกๆ สองวัน หากไม่ถ่ายเกิน 3-5 วัน ร่วมกับอุจจาระแข็งและมีอาการปวดเกร็ง ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง
  • ในทารก 1 เดือนถึง 1 ปี: เกณฑ์การวินิจฉัย Rome IV criteria ซึ่งเป็นเกณฑ์สากลที่กุมารแพทย์ใช้ มีข้อกำหนดสำหรับท้องผูกในทารกและเด็กวัยหัดเดิน ดังนี้
    • ถ่ายอุจจาระน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ครั้งต่อสัปดาห์
    • มีประวัติกลั้นอุจจาระ (เช่น ท่าทางเฉพาะในการเบ่ง, ก้นหนีบ)
    • มีประวัติการขับถ่ายอุจจาระที่เจ็บปวดหรือยากลำบาก
    • มีประวัติถ่ายอุจจาระก้อนใหญ่
    • มีอุจจาระแข็งจำนวนมากในทวารหนัก (อาจต้องตรวจโดยแพทย์)
    • มีประวัติอุจจาระเล็ด (fecal incontinence) อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังจากได้รับการฝึกขับถ่ายแล้ว (สำหรับเด็กโตกว่า)
    หากพบอาการเหล่านี้อย่างน้อย 2 ข้อ และมีอาการนานอย่างน้อย 1 เดือน จะเข้าข่ายการวินิจฉัยว่ามีอาการท้องผูก

สาเหตุหลักที่ทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการท้องผูกเฉียบพลันและเรื้อรัง

การเข้าใจสาเหตุที่มาจะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด สาเหตุของอาการท้องผูกในทารกแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม:

  • สาเหตุเฉียบพลันที่พบได้บ่อย:
    • การเปลี่ยนแปลงชนิดของนม: การเปลี่ยนจากนมแม่เป็นนมผสม หรือการเปลี่ยนยี่ห้อนมผสม อาจทำให้ระบบย่อยอาหารของทารกปรับตัวไม่ทัน
    • การขาดน้ำ: ทารกที่ได้รับน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้อุจจาระแข็งขึ้น โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อน หรือเมื่อมีไข้
    • การเริ่มอาหารเสริม: เมื่อเริ่มให้อาหารแข็ง ทารกอาจต้องการเวลาในการปรับตัวเข้ากับใยอาหารชนิดใหม่ และหากได้รับน้ำไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ท้องผูกได้ง่าย
    • ยาบางชนิด: ยาบางประเภทที่ทารกได้รับ เช่น ยาแก้แพ้ หรือยาธาตุเหล็ก อาจส่งผลข้างเคียงทำให้ท้องผูก
  • สาเหตุเรื้อรัง (กลุ่มโรคอินทรีย์ - Organic causes) ที่พบได้ไม่บ่อยแต่สำคัญ:
    • ภาวะลำไส้ใหญ่ไม่มีปมประสาท (Hirschsprung's disease): เป็นภาวะผิดปกติแต่กำเนิดที่เซลล์ประสาทควบคุมการบีบตัวของลำไส้ใหญ่บางส่วนหายไป ทำให้ลำไส้ไม่สามารถบีบตัวเพื่อขับอุจจาระได้ปกติ มักพบตั้งแต่วัยแรกเกิด โดยทารกอาจไม่ถ่ายขี้เทาภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มีอาการท้องอืดอย่างรุนแรง และอาจมีอาเจียนร่วมด้วย
    • ความผิดปกติทางกายวิภาคของทวารหนักหรือลำไส้: เช่น รูทวารหนักตีบ หรือความผิดปกติอื่นๆ
    • ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำแต่กำเนิด (Congenital hypothyroidism): ทารกอาจมีอาการท้องผูกร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ตัวเหลืองนาน เลี้ยงไม่โต สะดือจุ่น
    • แพ้โปรตีนนมวัว (Cow's milk protein allergy): ในบางรายอาจมีอาการท้องผูกเรื้อรังร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ผื่นผิวหนัง อาเจียน หรือถ่ายเป็นมูกเลือด
  • สาเหตุเรื้อรัง (กลุ่มหน้าที่ - Functional constipation): เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในทารกและเด็กโต ซึ่งไม่มีความผิดปกติทางกายวิภาคหรือโรคประจำตัวแฝง มักเกิดจากการกลั้นอุจจาระเพราะเคยมีประสบการณ์การถ่ายที่เจ็บปวด หรือการได้รับใยอาหาร/น้ำไม่เพียงพอ

วิธีการประเมินความรุนแรงของอาการท้องผูกที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้เอง

ในฐานะคุณพ่อคุณแม่ คุณคือผู้สังเกตการณ์ที่ดีที่สุด ผมแนะนำให้เฝ้าดู 3 ประเด็นหลักๆ เพื่อประเมินเบื้องต้น:

  • สังเกตความถี่ในการขับถ่าย: หากทารกไม่ถ่ายเกิน 3 วันขึ้นไป (โดยเฉพาะในทารกที่ดื่มนมผสม) และแสดงอาการอึดอัด นั่นเป็นสัญญาณที่ควรสังเกต หากเป็นทารกนมแม่ การไม่ถ่าย 5-7 วันอาจยังถือว่าปกติได้หากอุจจาระยังนิ่มและลูกไม่มีอาการงอแงผิดปกติ
  • สังเกตลักษณะอุจจาระ: ใช้เกณฑ์ Bristol Stool Chart แบบปรับใช้สำหรับทารกได้ง่ายๆ คือ:
    • อุจจาระเหลวหรือนิ่มคล้ายโจ๊ก – ปกติ
    • อุจจาระเป็นก้อนนิ่มคล้ายกล้วยบด – ปกติ
    • อุจจาระเป็นก้อนกระสุนหรือเม็ดเล็กๆ แข็ง – เข้าข่ายท้องผูก
    • อุจจาระก้อนใหญ่ แข็ง ต้องเบ่งมาก – ท้องผูกชัดเจน
  • สังเกตอาการร่วม:
    • อาการปวดเกร็ง/ไม่สบายท้อง: ลูกงอแง ร้องไห้ เบ่งหน้าแดง ตัวเกร็ง
    • ท้องอืด: หน้าท้องกาง ตึงผิดปกติ
    • กินได้น้อยลง/อาเจียน: อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่รุนแรงขึ้น
    • มีเลือดปนในอุจจาระ: อาจเกิดจากการที่อุจจาระแข็งบาดรูทวารหนัก

“หากลูกไม่ถ่ายหลายวัน ร่วมกับอุจจาระแข็งมาก มีอาการปวดเกร็งรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น อาเจียน ไม่ยอมกินนม น้ำหนักไม่ขึ้น หรือมีไข้ ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันที”

แนวทางเวชปฏิบัติในการรักษาอาการท้องผูกในทารกโดยกุมารแพทย์

การรักษามักจะเริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุดและปรับเปลี่ยนตามการตอบสนองของทารก

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรับประทานอาหาร:
    • สำหรับทารกนมแม่: คุณแม่ยังคงให้นมแม่ต่อไป เพราะนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุดและมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ บางครั้งคุณแม่อาจลองปรับอาหารที่รับประทาน แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการปรับอาหารคุณแม่ส่งผลโดยตรงต่อการท้องผูกของทารกมากนัก
    • สำหรับทารกนมผสม: ตรวจสอบการชงนมว่าถูกต้องตามอัตราส่วนหรือไม่ การชงนมเข้มข้นเกินไปอาจทำให้ท้องผูกได้ และปรึกษาแพทย์เรื่องการเปลี่ยนนมสูตรเฉพาะสำหรับทารกที่มีปัญหาท้องผูก
    • สำหรับทารกที่เริ่มอาหารเสริม: เพิ่มอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้บด (เช่น ลูกพรุน แอปเปิ้ล แพร์ ฟักทอง) และให้ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (หลัง 6 เดือน) เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มลง หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้ท้องผูก เช่น กล้วยดิบ แครอท ฟักทอง (ในปริมาณมาก)
    • นวดหน้าท้อง: ค่อยๆ นวดหน้าท้องลูกวนตามเข็มนาฬิกาเบาๆ หรือจับขาลูกงอเข้าหาหน้าท้องสลับกับเหยียดออก (ทำท่าปั่นจักรยาน) เพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • การใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์:
    • ยาระบายกลุ่ม osmotic laxatives: เช่น แลคตูโลส (Lactulose) หรือ โพลีเอทิลีนไกลคอล (Polyethylene Glycol - PEG) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ยาเหล่านี้ถือว่าปลอดภัยสำหรับทารกภายใต้การดูแลของแพทย์
    • ยาเหน็บกลีเซอรีน (Glycerin suppositories): ใช้ในกรณีที่อุจจาระค้างอยู่ที่ปลายลำไส้และแข็งมาก ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้รวดเร็ว แต่ไม่ควรใช้บ่อยครั้ง ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
    • ยาอื่นๆ: ในบางกรณีที่รุนแรงและเกิดจากสาเหตุอินทรีย์ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการรักษาอื่นๆ เช่น การสวนอุจจาระ (ในโรงพยาบาล) หรือการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุโดยตรง

อาการท้องผูกในทารกแรกเกิดและเด็กเล็กเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและสังเกตอย่างใกล้ชิด การดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสาเหตุ จะช่วยให้ลูกน้อยกลับมาขับถ่ายได้เป็นปกติและมีพัฒนาการที่ดี อย่าลังเลที่จะปรึกษากุมารแพทย์หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลใจ เพื่อให้ลูกได้รับการดูแลที่ตรงจุดและปลอดภัยที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down