เมื่อลูกรักมีไข้สูง คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมเผชิญกับความวิตกกังวลตลอดทั้งคืน ยิ่งในช่วงเวลาที่ลูกกำลังจะเคลิ้มหลับหรือหลับไปแล้ว หากจู่ๆ มีอาการสะดุ้งผวาตัวโยนเป็นระยะ หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเป็นเพียงอาการสะดุ้งตื่นธรรมดาจากพิษไข้ หรือแท้จริงแล้วคือสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่กำลังคุกคามระบบประสาทส่วนกลางของลูกน้อย การสังเกตและจำแนกความผิดปกติเหล่านี้อย่างเท่าทัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาชีวิตและปกป้องสมองของลูกรักไว้ได้ทันท่วงที
แยกให้ออกระหว่างสะดุ้งธรรมดา กับอาการสะดุ้งผวา (Myoclonic jerk) จากรอยโรคในสมอง
โดยปกติแล้ว เด็กที่มีไข้สูงอาจมีอาการสะดุ้งสะดุ้งตื่นได้ง่ายเมื่อมีเสียงดังหรือเมื่อถูกสัมผัสตัว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ไวขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่อาการสะดุ้งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและหายไปเมื่อเราเข้าไปโอบกอด ปลอบประโลม หรือเมื่อไข้เริ่มลดลง
ในทางตรงกันข้าม อาการสะดุ้งผวาที่ผิดปกติทางระบบประสาท หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Myoclonic jerk จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป ดังนี้
- เกิดขึ้นซ้ำๆ ถี่ๆ: เด็กจะมีอาการสะดุ้งผวาตัวโยนคล้ายกับมีคนมาทำให้ตกใจอย่างแรง โดยเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกๆ 5-10 นาที และอาจเกิดขึ้นถถี่ขึ้นเรื่อยๆ แม้ในขณะที่เด็กหลับลึกไปแล้ว
- สะดุ้งในขณะตื่น: หากสังเกตเห็นว่าขณะที่เด็กกำลังนั่งเล่นหรือตื่นอยู่ มีอาการสะดุ้งกระตุกของแขน ขา หรือลำตัวเป็นระยะโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น ถือเป็นความผิดปกติที่รุนแรง
- สัมพันธ์กับรอยโรคในสมอง: อาการสะดุ้งผวาในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อกระตุกธรรมดา แต่เป็นผลมาจากการปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติจากรอยโรคในระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะบริเวณก้านสมอง (Brainstem) ซึ่งมักพบในภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) หรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคติดเชื้อ เช่น โรคมือ เท้า ปาก จากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีความจำเพาะในการทำลายก้านสมองส่วนหน้า
ภาวะซึมลงอย่างเฉียบพลันและตาปรือ: เมื่อสมองส่วนควบคุมการตื่นตัวถูกคุกคาม
นอกเหนือจากอาการสะดุ้งผวาแล้ว ระดับความรู้สึกตัวและการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่ลดลง ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนอันตรายระบบประสาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวด
คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินเบื้องต้นได้โดยสังเกตพฤติกรรมในขณะที่ไข้ลดลง หากให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวจนไข้เริ่มลดลงแล้ว แต่เด็กยังมีอาการซึมลงอย่างเฉียบพลัน ตาปรือตลอดเวลาเหมือนคนง่วงนอนจัด เรียกหาไม่ยอมสบตา ไม่ยอมสบสายตาคล้ายคนเหม่อลอย ไม่ยอมเล่นของเล่นที่ชอบ หรือในเด็กเล็กอาจมีอาการงอแงโยเยผิดปกติ ร้องไห้เสียงแหลมสูง (High-pitched cry) และปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำอย่างสิ้นเชิง
ทางการแพทย์อธิบายว่า อาการซึมลงอย่างเฉียบพลันและตาปรือนี้ เกิดจากการที่เนื้อสมองได้รับการกระทบกระเทือนจากการติดเชื้อหรือการอักเสบ ส่งผลให้ระบบควบคุมการตื่นรู้ในสมอง (Reticular Activating System) ทำงานบกพร่อง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาการซึมอาจดำเนินไปสู่ภาวะหมดสติและหยุดหายใจได้
เกณฑ์ประเมินเร่งด่วน: สัญญาณอันตรายที่ต้องพาส่งโรงพยาบาลทันที
เมื่อเด็กมีไข้สูง ร่วมกับมีอาการแสดงทางระบบประสาท คุณพ่อคุณแม่ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลในแผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงเช้า หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้:
- มีอาการสะดุ้งผวาถี่ๆ (Myoclonic jerk) ซ้ำๆ โดยเฉพาะเมื่อไข้ลดลงแล้วก็ยังไม่หายสะดุ้ง
- มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ตาปรือตลอดเวลา หรือไม่ตอบสนองต่อคำพูดและการกระตุ้น
- มีอาการอาเจียนพุ่งอย่างรุนแรงหลายครั้ง โดยไม่มีอาการท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น
- มีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน
- มีอาการชักเกร็ง หรือชักเหม่อลอยตาค้าง นานเกินกว่า 5 นาที
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วผิดปกติ หรือหัวใจเต้นเร็วมากแม้ในขณะที่ไม่มีไข้
การนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วจะช่วยให้กุมารแพทย์และแพทย์ระบบประสาทเด็กสามารถทำการตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพื่อค้นหาสาเหตุและให้การรักษาที่จำเพาะ เช่น การให้ยาต้านไวรัส ยาลดสมองบวม หรือการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็กได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและป้องกันความบกพร่องทางระบบประสาทในระยะยาวได้อย่างดีที่สุด